## เมล็ดในกระถางปลูก มันตลกร้ายดีชะมัด เร็ว ๆ นี้ผมได้เมล็ดพันธุ์พร้อมกระถางปลูกสำหรับกิจกรรมที่ให้เอามันมาเลี้ยงให้โต แรก ๆ ก็ลุ้นไปว่ามันจะแทงยอดอ่อนขึ้นมามั้ย จนถึงตอนนี้ทุกต้นอ่อนในกระถางปลูกที่เติบโตได้เหี่ยวเฉา และล้มตายหมดสิ้นราวกับอารยธรรมที่ล่มสลาย ผมยังเคยเห็นพืชที่โตขึ้นโดยแทงยอดของมันขึ้นจากรอยแตกร้าวของแท่งคอนกรีตบนทางด่วน และเห็นมันทุก ๆ วันที่ผ่านอยู่ตรงนั้นเป็นเดือนเป็นปี ยืนหยัดผ่านแสงแดดแผดเผาในเดือนเมษา และพายุฟ้าฝนในเดือนตุลาคม ไม่ว่ามันจะมาจากนกที่บังเอิญขับถ่ายไว้ตรงนั้น หรือจะเป็นเพราะลมที่พัดพาเอาเมล็ดของมันไปตกลงในร่องของคอนกรีตที่แตกร้าวนั้นพอดี ธรรมชาตินั้นไม่ต้องการมือของมนุษย์เพื่อการยืนหยัดของตัวมันเอง ไม่เลย เราต่างสำคัญตัวเองราวกับว่าเราจะต้องเป็นผู้ที่คอยจัดการบงการทุก ๆ สิ่ง ความไร้เดียงสาของความคิดที่ว่า หากเราคอยหมั่นรดน้ำพืชก็จะเติบโต หากเราใส่ปุ๋ยจากพืชก็จะผลิดอกออกผล หรือแม้แต่การเข้าใจเชิงกระบวนการที่เป็นรากฐานของการที่ชีวิตจะเติบโตแล้วเข้าแทรกแซงจะให้ผลดี เราไม่มีทางรู้ดีไปกว่าตัวของธรรมชาติที่จะจัดการตัวของมันเองด้วยเงื่อนไขของกระบวนการง่าย ๆ ที่เรียกว่า “ความพยายามในการจะมีชีวิตรอด” กระถางปลูกแคบ ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางราว ๆ แปดเซนติเมตร กับเมล็ดพันธุ์ราว ๆ สิบเอ็ดเมล็ด นิวเวศจำลองแคบ ๆ ที่ตัดขาดจากผืนดินในธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง ไม่เปิดโอกาสให้ชิวิตที่กำลังเติบโต เจ็บป่วยและเริ่มแพร่เชื้อโรคร้ายนั้นจะรอดพ้นไปจากความตาย เพราะมันถูกทำให้ตัดขาดออกจากสิ่งจะช่วยให้มันมีชีวิตรอด แม้ตัวผมเองในช่วงเวลาแห่งความทรมานเพียงในกรอบสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ของห้องทำงานที่ล้อมรอบด้วยคอนกรีต อยู่สูงห่างไปจากพื้นดินหลายร้อยเมตร อุดอู้อยู่กับความคิดที่วนซ้ำพยายามควานหาทางออกของปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข มันบั่นทอนและเริ่มกัดกินชีวิตไม่ต่างจากการลุกลามของโรคร้าย ไม่ได้มีใครที่รับรู้มากพอจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือและแก้ไข ความทรมานนั้นดำรงอยู่ในกรอบของความคิดภายในหัว สิ่งที่ผมพบและทำให้ผ่านพ้นวันเวลาของความคิดที่ฉายภาพซ้ำ ๆ เป็นภาพที่ตัวของผมเองพยายามจะขึ้นไปยืนอยู่บนขอบพื้นคอนกรีตที่ห่างจากพื้นดินราว ๆ ร้อยเมตรเพื่อการจบทุกปัญหาที่สร้างความทรมาน และยุติทุก ๆ ความทุกข์ที่กำลังเผชิญ มันคือการที่ธรรมชาติไม่ได้ออกแบบมนุษย์มาให้เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยกระบวนการทางกายภาพเท่านั้น แต่มนุษย์สามารถดำรงอยู่ในอีกสถานที่คือภายใต้ความคิดที่อยู่ในสมองของเราเอง เรามีโลกสองใบให้อาศัยและผมพบว่าส่วนมากแล้วเรามักจะอาศัยอยู่ภายในความคิดของเราเอง มากกว่าตัวตนทางกายภาพเสียอีก ผมพาตัวเองออกจากกรอบแคบของห้องทำงานสี่เหลี่ยมนั้นผ่านการจัดการทางความคิด การคิดอย่างมีความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นได้ จ้องมองไปยังความเจ็บปวดทรมาน และเผชิญหน้ากับมันโดยไม่หลบซ่อนราวกับต้นไม้ที่ไม่ได้มีขาและเท้าเพื่อให้หลบหนีไปจากวันที่แสงแดดแผดเผา หรือหลบหนีไปจากวันที่ต้องเผชิญกับพายุฝน เพียงแค่การเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อสิ่งที่กำลังเผชิญด้วยการเปลี่ยนมันให้เป็นเพียงเรื่องของประสบการณ์หนึ่งซึ่งเราจำเป็นจะต้องพบเจอเพื่อให้เราได้เติบโตอย่างแข็งแรง และสามารถต้านทานความทุกข์เข็ญอีกหลากหลายที่เราจะต้องพบเจอไปตลอดทั้งช่วงชีวิต ผมพบว่ามีเพียงตัวเราที่เป็นปัจเจกเท่านั้นที่จะทำให้เราเอาชนะความทุกข์ทั้งปวงได้ ไม่มีใครคนใดสามารถจัดการกับความทุกข์ที่เรากำลังเผชิญได้ดีไปกว่าตัวของเราเอง เพราะความคิดมันมีตัวตนอยู่ได้แค่เพียงในหัวของเราเท่านั้น ซึ่งผู้อื่นไม่มีวันรับรู้หรือจะเข้าใจมันได้ดีเท่ากันกับเรา ผมพบว่า การที่เราสามารถทำข้อตกลงกับตัวเองด้วยความเข้าใจในตัวเองได้ จะสามารถแก้ปัญหาของความทุกข์ที่เกิดจากการย้ำคิดจากการไม่สามารถแก้ปัญหาที่มาจากสิ่งอื่นที่เราแก้ไขมันไม่ได้ ให้สามารถออกจากการถูกล้อมกรอบของความรู้สึกที่ทำให้ต้องเจ็บปวด ก่อนที่มันจะเปิดทางให้เริ่มมองเห็นถึงวิธีการแก้ปัญหาที่เคยคิดว่ามันไม่มีทางแก้ไขได้ หรือแม้แต่การปล่อยให้มันเป็นไปโดยไม่ต้องไปแก้ไขหรือแตะต้องมันเลยด้วยซ้ำ ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเป็นเพียงแค่ภาพมายาที่เราปรุงแต่งมันขึ้นมาให้ดูเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินความเป็นจริง ผมยังพบอีกว่า มนุษย์นั้นไม่ได้สามารถคิดหรือไตร่ตรองได้โดยปราศจากกรอบอ้างอิงที่ใช้เพื่อการเปรียบเทียบ โดยเรามักจะได้มันมาจากประสบการณ์ตรง หรือจากคำบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้อื่น การมีกรอบอ้างอิงที่จำกัดไม่ต่างจากต้นไม้ที่โตในกระถางแคบ ๆ ซึ่งแตกต่างจากต้นไม้ที่โตในผืนป่าอย่างสิ้นเชิง และการมนุษย์จะสามารถมีกรอบอ้างอิงที่หลากหลายและกว้างใหญ่เพื่อการไตร่ตรองและพิจารณา หรือใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการเอาชีวิตรอดได้ คือการอ่านความคิดจากสิ่งที่ผู้อื่นเขียน คำว่าปัจเจกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการอยู่ได้เพียงลำพังโดยปราศจากการพึ่งพาผู้อื่นอย่างสิ้นเชิง เพราะมนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อดำรงอยู่บนโลกเพียงลำพัง แต่หมายถึงการที่ใครที่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ตนเองต้องการจริง ๆ และตกลงกับตัวเองได้โดยตัดเงื่อนไขของการพึ่งพาการขอเอาจากผู้อื่นได้ นั่นแหละความเป็นปัจเจก คงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะรอดพ้นจากความทุกข์ที่เพิ่งผ่านผ้นมานั้นได้ หากยังจำกัดตัวเองจากการอาศัยกรอบอ้างอิงแคบ ๆ โดยลำพัง ซึ่งต้องขอบคุณการนำเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาเขียนไว้ไม่ว่าจะเป็น “เงินเฟ้อคือคดีอาญา” ของพี่ชิตโดยเฉพาะเรื่องชีวิตในวัยเด็ก หรือ “คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป” ของคุณทอยโดยเฉพาะเรื่องของคุณธรรมแห่งสโตอิก และหนังสือหรือบทความอีกหลากหลายที่มอบกรอบอ้างอิงอันหลากหลายไว้ให้สามารถหยิบเอามาใช้ได้อย่างหลากหลายไม่จำกัดเฉพาะว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ “จงอย่าเป็นต้นไม้ที่ถูกนำไปปลูกลงในกระถาง แต่จงทำตัวให้เป็นดั่งผืนป่า“ #siamstr