spacestr

🔔 This profile hasn't been claimed yet. If this is your Nostr profile, you can claim it.

Edit
journaling_our_journey
Member since: 2025-01-09
journaling_our_journey
journaling_our_journey 1d

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คู่รักขัดแย้งกันมากที่สุด คือความแตกต่างระหว่าง “พฤติกรรมนอกบ้าน” กับ “พฤติกรรมในบ้าน” . หลายคนเป็นคนที่ active กล้าตัดสินใจ มีความเป็นผู้นำ รอบคอบรับผิดชอบ ฯลฯ ในที่ทำงาน . แต่พอพวกเขาอยู่ในบ้าน พวกเขากลับกลายเป็นคนที่เรื่อยๆเฉื่อยๆ ชอบตอบว่า “อะไรก็ได้” เมื่อถึงเวลาตัดสินใจ สะเพร่าไม่ถี่ถ้วน ฯลฯ ซะอย่างนั้น! . มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? . มันเป็นเพราะพวกเขาเหล่านี้ มีนิสัยที่เสแสร้งอย่างนั้นหรือ? . ไม่เสมอไปครับ . เวลาที่เราอยู่ในที่ทำงาน เรามีบทบาทที่ชัดเจน เรารู้ได้ (โดยที่ไม่ต้องเดา) ว่าคนอื่นคาดหวังอะไรจากเราบ้าง เราได้รับ feedback อย่างรวดเร็วเวลาที่เรา “ทำผิด” และ “ทำถูก” . แต่พอเราอยู่บ้าน บทบาท ความคาดหวัง และ feedback ที่เราได้รับ มันไม่ได้ชัดเจนและรวดเร็วเท่าไหร่นัก . ไม่แปลกเลยครับที่เราจะตกอยู่ในภาวะ “ทำอะไรไม่ถูก” หรือ “ไม่ชัวร์ว่าควรทำอะไรดี” เวลาที่เราอยู่บ้าน . …ส่งผลให้พฤติกรรมของเราตอนอยู่บ้าน active น้อยกว่า เมื่อเทียบกับ พฤติกรรมของเราในที่ทำงานได้ . หากคู่รักเข้าใจในจุดนี้ คู่รักก็จะสามารถหาโอกาส นั่งจับเข่าคุยกันในเรื่องของความคาดหวัง ที่ต่างฝ่ายต่างมีต่อกันในบ้านให้เคลียร์มากขึ้นได้ . มันจะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างคู่รักในเรื่องนี้ได้ไม่น้อยเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.5267/j.msl.2013.06.036 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 3d

“I don’t get lucky. I make my own luck.” “ฉันไม่ได้เป็นคนที่โชคดี ฉันเป็นคนที่สร้างโชคให้เกิดขึ้นในชีวิตฉันเองต่างหาก” . นี่คือคำพูดของตัวละครที่ชื่อว่า Harvey Specter ในซีรี่ย์ที่ชื่อว่า Suits . มันเป็นคำพูดที่โดนใจหลายคนที่ดูซีรี่ย์นี้ไม่น้อยเลยครับ . หลายคนมองว่าการ “สร้างโชค” นั้น เกิดขึ้นจากการทำงานหนัก ความรู้ และความสามารถ . ผมเห็นด้วยกับมุมมองดังกล่าวนะครับ . แต่ผมมองว่ามันยังมีหนึ่งหนทาง ในการ “สร้างโชค” ที่หลายคนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่นัก . มันคือการสังเกตเห็น “โชค” ที่ปรากฏอยู่ในชีวิตของเราครับ . เพราะถ้าเรามองไม่เห็น “โชค” ที่มีอยู่ในชีวิตเรา เราก็จะไม่สามารถใช้ประโยชน์จาก “โชค” นั้นได้ ส่งผลให้เราฟันธงว่าชีวิตเรา “ไร้โชค” ตามลำดับ . แต่ในทางกลับกัน หากเรามองเห็น “โชค” ที่มีอยู่ในชีวิต มันก็จะเปิดช่องให้เราสามารถใช้ประโยชน์จาก “โชค” นั้นได้ และทำให้ชีวิตเราดู “มีโชค” มากขึ้นตามลำดับ . ยกตัวอย่างเช่น . สมมติว่าเราเจอกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง และเราคาดการณ์ว่า เราจะต้องรู้สึกอึดอัด ระหว่างที่พูดคุยกับญาติผู้ใหญ่คนนี้แน่ๆ . แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ เรากลับพบว่าบทสนทนาที่เกิดขึ้น มันไม่ได้แย่อย่างที่คิด . สำหรับตัวอย่างนี้ เราอาจมองว่า การอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพูดคุย กับญาติผู้ใหญ่คนดังกล่าว ถือเป็นเหตุการณ์ที่ “โชคร้าย” . แต่ถ้าเราลองตั้งข้อสังเกตกับตัวเองว่า… . ทำไมเหตุการณ์นี้มันถึงไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิด? ฉันได้ทำอะไรลงไปในเหตุการณ์ครั้งนี้…ที่ช่วยให้สถานการณ์ไม่ย่ำแย่กันนะ? . ถ้าเราตอบคำถามเหล่านี้ได้ คำตอบที่เราได้ก็จะกลายเป็น “ขุมทรัพย์” ที่เราสามารถหยิบมาใช้ในการรับมือกับญาติคนนี้ (หรือคนอื่นๆในชีวิตที่มีลักษณะคล้ายกับญาติคนนี้) ในอนาคตได้ . …ชีวิตเราดู “โชคดี” ขึ้นมาเลยนะครับ . ฉะนั้น หากเราอยากจะ “สร้างโชค” ให้เกิดขึ้นในชีวิตของเราล่ะก็ การหมั่นสังเกตเหตุการณ์ที่ “ไม่ได้แย่อย่างที่คิด” ในชีวิตประจำวันของเราถือเป็น สิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้มากเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.cpr.2024.102512 https://doi.org/10.1037/a0013316 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 5d

เวลาที่เราเพิ่งจะรู้จักใครสักคน มันปกติมากๆเลยครับที่เราจะอยาก สร้างความประทับใจกับเขาคนนั้น . ปัญหาก็คือ… . เวลาที่เราต้องการจะสร้าง ความประทับใจกับใครสักคนมากๆ ในใจเราก็มีแนวโน้มที่จะ เต็มไปด้วยความคิดดังต่อไปนี้ . “เขาชอบฉันไหมนะ?” “ฉันพูดแบบนี้ไป…มันโอเคหรือเปล่า?” “เขาจะคิดกับฉันยังไง?” ฯลฯ . มันเป็นความคิดที่โฟกัสอยู่กับตัวเรา ไม่ใช่ตัวคนที่เรากำลัง ทำความรู้จักเป็นครั้งแรกคนนั้น . มันทำให้เราใส่ใจคู่สนทนาของเราน้อยลง . …ซึ่งแน่นอนครับว่า ทั้งหมดนี้ไม่เป็นผลดีต่อ การสร้างความประทับใจแรกพบเท่าไหร่นัก . ในทางกลับกัน หากเราเปลี่ยนโฟกัส จากตัวเราไปเป็นคู่สนทนา . หากเราโฟกัสที่การรับฟังคู่สนทนา หากเราโฟกัสที่การทำความเข้าใจคู่สนทนา . มันจะเป็นการ “ส่งสัญญาณ” ให้อีกฝ่าย รับรู้ว่าเราให้คุณค่า/ความสำคัญกับเขา . …ซึ่งก็จะส่งผลให้เขามีแนวโน้มที่จะรู้สึก ประทับใจในปฏิสัมพันธ์ที่มีกับเรามากขึ้นได้ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ หลายๆครั้ง ความประทับใจไม่ได้เกิดขึ้น จากการที่เรา “โชว์” ตัวเองให้คนอื่นเห็น แต่เกิดจากการที่เรา “ถอยหลัง” และเปิดพื้นที่ให้คนอื่นมากขึ้นมากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1111/jopy.12509 https://doi.org/10.1016/j.jrp.2022.104225 https://doi.org/10.1016/j.jesp.2008.10.009 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 7d

เวลาที่เรากำลังตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆในชีวิต (เช่น ฉันจะตอบตกลงข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้หรือไม่? ฉันจะเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ดีไหม?) . หลายคนจะนั่งบนโต๊ะพร้อมกับกระดาษ 1 แผ่น และเขียน list ข้อดี-ข้อเสียของทางเลือกแต่ละทางที่มีอยู่ (เช่น ข้อดีของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร? ข้อเสียของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร?) . ในหลายๆครั้ง พวกเขาจะพบว่า ต่อให้พวกเขาจะ list ข้อดี-ข้อเสียเสร็จแล้ว และต่อให้การทำแบบนี้จะช่วยให้พวกเขา มองเห็นชัดเจนว่าทางเลือกไหนที่ “ดูดี” มากที่สุด . พวกเขาก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นอยู่ดี . ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น? . สาเหตุข้อหนึ่งก็คือ พวกเขาใช้เพียงแค่ “สมอง” (เหตุผล ตรรกะ) ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว . พวกเขาไม่ได้หยิบเรื่องนี้มาเช็คกับ “ร่างกาย” ของตัวเอง (เช่น ร่างกายฉันรู้สึกยังไงเมื่อฉันนึกถึงภาพ ที่ตัวเองเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ในปัจจุบัน? โล่งใจ? เสียใจ? ฯลฯ) . มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเป็นเจ้าของบริษัท และเรามีที่ปรึกษาอยู่ 2 คน (“สมอง” กับ “ร่างกาย”) และเราถามความเห็นของที่ปรึกษาเพียง 1 คน (“สมอง”) โดยที่ละเลยการพูดคุยกับที่ปรึกษาอีก 1 คน (“ร่างกาย”) . ที่ปรึกษาคนที่ถูกละเลย (“ร่างกาย”) จึงพยายามส่งสัญญาณให้เจ้าของบริษัทอย่างเรา หันมาเปิดช่องให้เขาทำหน้าที่บ้าง (มันจึงทำให้เรายังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นนั่นเอง) . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า ทุกครั้งที่เราจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ เราอย่ารับฟังเฉพาะเสียงของ “สมอง” เท่านั้น แต่เราควรรับฟังเสียงของ “ร่างกาย” ด้วย . ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า เราควรให้น้ำหนักกับเสียงของ “ร่างกาย” มากกว่าเสียงของ “สมอง” นะครับ . แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า เราควรรับฟังทั้ง “สมอง” และ “ร่างกาย” ก่อนที่เราจะตัดสินใจครับ . ฉะนั้น สำหรับบางเรื่อง หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “สมอง” ก็ได้ . และในทางกลับกัน สำหรับบางเรื่อง หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “ร่างกาย” ก็ได้ . ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะตัดสินใจเลือกอะไร นั่นคือเรื่องรองครับ . เรื่องหลักก็คือ เราตัดสินใจเลือก…หลังจากที่เราได้รับฟัง ที่ปรึกษาทั้ง 2 คน (ไม่ใช่ 1 คน) เรียบร้อยแล้วครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.geb.2004.06.010 https://doi.org/10.1186/s13030-020-00179-7 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 10d

เคยไหมครับ? . เรากำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ดีแค่ไหนแล้วที่มันเหนื่อยแค่นี้?” . เรากำลังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่แฟนพูด และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ฉันมันเรื่องเยอะเกินไปแล้วนะ” . เรากำลังรู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ทำไมฉันถึงอ่อนแอจังเลย?” . นี่คือตัวอย่างของการ “ปิดปาก” ความรู้สึกของตัวเองในรูปแบบต่างๆ . แต่ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราจะไม่มีวัน “ปิดปาก” ความรู้สึกตัวเองได้โดยสมบูรณ์ . มันจะดีกว่าไหมถ้าเราเลิก พยายามทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้? . มันจะดีกว่าไหมถ้าเราหยุด “ปัดตก” ความรู้สึกของตัวเอง และหันมา “รับฟัง” ความรู้สึกของตัวเอง? (โดยไม่จำเป็นต้อง “ตามใจ” ความรู้สึกของเราเสมอไป) . สำหรับผมแล้ว มันดีกว่า อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.brat.2009.05.007 https://doi.org/10.1186/s40479-022-00185-x https://doi.org/10.1016/s0145-2134(02)00536-7 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 14d

Scammer ประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยๆคือ Romance Scammer . Romance Scammer คือ มิจฉาชีพที่เข้ามาในชีวิตของเรา ทำทีว่าตกหลุมรักกับเรา จากนั้นก็หลอกเอาเงิน (หรือผลประโยชน์อื่นๆ) จากเรา . การมีอยู่ของ Romance Scammer นี้ คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งกฎกับตัวเองว่า “ฉันจะไม่ตามหาความรักในโลกออนไลน์เด็ดขาด” . อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ยึดถือกฎเช่นนั้นในการใช้ชีวิต . ทุกวันนี้ หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางสำคัญในการตามหา ความรักความสัมพันธ์ที่จริงจัง . สำหรับคนกลุ่มหลังนี้ พวกเขาจะแยกความสัมพันธ์จริงๆ ออกจากความสัมพันธ์แบบ Romance Scammer ได้อย่างไร? . บทความวันนี้มีคำตอบครับ . . . # 1 . Romance Scammer มักจะปฏิเสธ การมีปฏิสัมพันธ์กับเราในโลกออฟไลน์ . # 2 . ในช่วงแรกของความสัมพันธ์ Romance Scammer มักจะแสดง ความรัก ความสนใจ ความชื่นชม ให้กับเราอย่างมหาศาล เพื่อหวังให้เรา “ติดอกติดใจ” ในตัว Scammer ให้เร็วที่สุด . # 3 . เวลาที่เราสอบถามข้อมูลส่วนตัว ของ Romance Scammer เรามักจะได้คำตอบเพียงแค่เล็กน้อย (หรือคำตอบที่ได้รับก็จะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ) . # 4 . เวลาที่ Romance Scammer เล่าเรื่องของตัวเองให้เราฟัง เราจะพบกับรายละเอียด ที่ขัดแย้งกันเองในเรื่องราวที่ถูกเล่า (เช่น เคยไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่เคยมี passport มาก่อน) . # 5 . หลายครั้ง ระหว่างที่เรากำลังพูดคุย กับ Romance Scammer ในใจเราก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า “ฉันรู้สึกว่ามันชักจะดีเว่อร์เกินจริงไปแล้วนะ!” . # 6 . Romance Scammer มักจะพยายาม ดึงเราออกมาจากครอบครัวและเพื่อนสนิท (เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวเหล่านี้จะเตือน ให้เราถอยห่างออกมาจาก Scammer) . # 7 . และแน่นอนครับว่า หลังจากที่ Romance Scammer ประเมินว่าเรา “ตกหลุมรัก” เข้าเต็มเปาแล้ว การเอ่ยปากขอทรัพย์สินเงินทองจากเราก็จะเริ่มต้นขึ้น . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้ จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจาก Romance Scammer ได้มากขึ้นนะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1093/iwc/iwad048 https://doi.org/10.1089/cyber.2016.0729 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 16d

ชีวิตเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน . ยกตัวอย่างเช่น เราไม่รู้ว่าเราจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงในยามแก่เฒ่าหรือเปล่า เราไม่รู้ว่าแฟนของเราจะยังอยากคบกับเราต่อไปอีกนานแค่ไหน เราไม่รู้ว่าเราจะยังมีงานทำในปีหน้าอยู่ไหม เป็นต้น . ซึ่งความคลุมเครือของชีวิตเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวล ที่สร้างความปั่นป่วนภายในใจเราได้ . …เว้นแต่เราจะเป็นคนที่สามารถเผชิญหน้าและ รับมือกับความคลุมเครือของชีวิตได้เป็นอย่างดี . แต่เราจะพัฒนาให้ตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า การอ่านนวนิยาย สามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้ครับ . เพราะอะไร? . เพราะเวลาที่เราอ่านนวนิยาย เนื้อเรื่องทั้งหมดมันจะไม่ถูก เปิดเผยให้เรารับรู้ตั้งแต่หน้าแรก . หากเราต้องการจะรู้เนื้อเรื่องทั้งหมด เราจะต้องทนอยู่กับ “ความไม่รู้” ให้ได้ และตั้งใจอ่านต่อไปเรื่อยๆ . มันให้ความรู้สึกเหมือนกับ เรากำลังต่อจิ๊กซอว์ โดยที่นวนิยายแต่ละหน้า จะหยิบยื่นจิ๊กซอว์ให้เราทีละชิ้นๆๆ . นวนิยาย (หรือ fiction ในรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์) จึงถือเป็น “แบบฝึกหัด” ให้เราได้ฝึก เผชิญหน้ากับความคลุมเครือ ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน . ยิ่งได้ทำ “แบบฝึกหัด” นี้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับมือกับความคลุมเครือ ความไม่แน่นอน และความไม่ชัดเจน ของชีวิตได้มากเท่านั้น . เรียกได้ว่า นอกจากนวนิยายจะช่วยให้ชีวิตเรา มีความเพลิดเพลินมากขึ้นแล้ว มันยังสามารถช่วยเสริมความมั่นคงทางอารมณ์ ให้เราได้มากขึ้นอีกด้วยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1080/10400419.2013.783735 https://doi.org/10.1111/j.1745-6924.2008.00073.x #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 18d

สำหรับหลายๆคน การ “ยับยั้งชั่งใจ” ไม่ให้ตัวเองใช้จ่ายเกินตัว คือหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด . โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มี promotion เด็ดๆ (เช่น Black Friday, 11-11) มาล่อตาล่อใจ . ต่อให้พวกเขาจะตั้งใจ “ยั้งมือ” ก็ตาม แต่พอพวกเขารู้ตัวอีกที พวกเขาก็พบว่า ตัวเองจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว . วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ สำหรับคนที่กำลังพยายามควบคุม พฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองมานำเสนอครับ . . . # 1 . ทำให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้น (เช่น จ่ายเงินด้วยเหรียญและธนบัตรเท่านั้น ไม่ใช้บัตรเครดิต ไม่ใช้การโอน QR code) . วิธีนี้จะสร้าง “แรงเสียดทาน” เวลาที่เราจะใช้เงิน ซึ่งช่วยลดโอกาสที่เราจะ “ตบะแตก” ขณะใช้จ่ายได้ . # 2 . ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า ก่อนที่เราจะซื้ออะไรสักอย่าง เราจะต้องใช้เวลา 5 นาที ในตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่า “ทำไมเราจึงไม่ควรซื้อสิ่งนี้?” . หากเราตอบคำถามข้อนี้กับตัวเองได้แล้ว และเราพบว่าเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็ซื้อได้ (แต่ถ้าเราพบว่าตัวเองไม่ได้อยากซื้อแล้ว เราก็ไม่ซื้อ) . วิธีนี้อาจไม่สามารถหยุดพฤติกรรม “ช้อปแหลก” ได้ 100% นะครับ แต่หลายคนจะพบว่า การได้มีโอกาสตอบคำถามกับตัวเองในช่วง 5 นาทีนั้น มันก็เพียงพอที่จะช่วยโน้มน้าวใจตัวเอง ไม่ให้จ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่างได้ (ซึ่งก็ช่วย save เงินในกระเป๋าตังค์ได้ไม่น้อยแล้ว) . # 3 . เวลาที่เราอยากซื้ออะไรสักอย่าง แทนที่เราจะซื้อทันที ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า เราจะรออีกสัก 2-3 วันและเราค่อย ตัดสินใจอีกทีว่าจะยังคงอยากซื้อสิ่งนั้นอยู่ไหม . ถ้าผ่านไป 2-3 วันและเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อได้ แต่ถ้าวันเวลาผ่านไปและเราไม่ได้อยากซื้อแล้ว (หรือแม้กระทั่งลืมไปแล้วว่าเราอยากซื้อสิ่งนั้น) เราก็จะไม่ซื้อ . . . ผมหวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังพยายามควบคุม พฤติกรรมการ shopping ของตัวเองอยู่นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2021.104189 https://doi.org/10.1016/j.joep.2015.04.003 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0253938 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 20d

เวลาที่ชีวิตของเราเจอกับความล้มเหลว (เช่น สอบไม่ติดคณะที่ต้องการ ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่อยากได้ ถูกแฟนที่คบกันมานานบอกเลิก) สิ่งที่เราพูดกับตัวเองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสำคัญมากๆเลยครับ . เราจะพูดกับตัวเองว่า “ชีวิตของฉันมันล้มเหลว” ก็ได้ หรือเราจะพูดกับตัวเองว่า “ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้” ก็ได้ . บางคนอาจมองว่า 2 ประโยคที่ผมเขียน ไปในย่อหน้าข้างต้นมันก็เหมือนๆกัน . แต่ผมมองว่ามันแตกต่างมากเลยครับ . เพราะถ้าเราเปรียบเปรยชีวิตของตัวเอง เป็นเหมือนกับนิยายสักเล่มล่ะก็… . ประโยคแรก (“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว”) คือการเอาเนื้อหา 1 เหตุการณ์มาเขียนเป็นนิยายทั้งเล่ม . ในขณะที่ประโยคต่อมา (“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้”) คือการเอาเนื้อหาดังกล่าวมาเขียนเป็นนิยาย 1 บท (ไม่ใช่ทั้งเล่ม) เท่านั้น . ประโยคแรกจะทำให้เรารู้สึกหดหู่และหมดหวัง ส่วนประโยคที่สองจะช่วยให้เรารู้สึกมีพลังและมีความหวัง . จริงอยู่ครับว่า คำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคที่สอง แทบจะไม่ต่างกับคำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคแรก . แต่ความแตกต่างที่เล็กน้อยนี้ มันสามารถส่งผลได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว . ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอกับอุปสรรค ปัญหา หรือความล้มเหลวในรูปแบบใดก็ตาม ผมขอเชิญชวนให้เราพยายามมองเหตุการณ์นั้น เป็น “นิยาย 1 บท” ไม่ใช่ “นิยายทั้งเล่ม” ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2020.103969 https://doi.org/10.1038/s41598-025-22647-2 https://doi.org/10.48550/arXiv.2305.02466 https://doi.org/10.3389/fdgth.2021.676742 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 22d

ช่วงที่คู่รักเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่ๆ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำเป็นระยะๆ คือการแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกัน . ยกตัวอย่างเช่น “เธอใส่กางเกงตัวนี้แล้วดูน่ารักดีนะ” “ฉันชอบที่เธอใจเย็นระหว่างสอนฉันขับรถจัง” “ขอบคุณที่เธอเลิกบุหรี่ให้ตามที่ฉันร้องขอนะ” เป็นต้น . แต่พอพวกเขาคบกันไปได้สักระยะ การแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกันก็เริ่มลดลง . ด้วยเหตุผลเช่น… “มันทำแล้วรู้สึกแปลกๆ” “ต่อให้ไม่พูด แฟนก็รู้อยู่แล้วแหละ” “แทนที่โฟกัสที่คำพูด โฟกัสที่การกระทำไม่ดีกว่าหรือ?” เป็นต้น . อย่างไรก็ตาม . ดอกไม้ต้องการการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอฉันใด ความรักก็ต้องการคำชื่นชมอย่างสม่ำเสมอฉันนั้น . หากเราหยุดรดน้ำ ดอกไม้ของเราก็จะเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ . เช่นเดียวกันครับ คู่รักที่หยุด “รดการชื่นชม” ให้กัน ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว (แม้จะยังคบกันแฟนอยู่) รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ของตาย” ในสายตาแฟน รวมทั้งรู้สึกว่าแฟนไม่เห็นคุณค่าของตนได้ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้เรา หมั่นสังเกตสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับแฟนในแต่ละวัน (ต่อให้มันจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆก็ตาม) และหยิบมา highlight ให้แฟนได้ยินกันครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/0956797610364003 https://doi.org/10.1177/02654075221131288 https://doi.org/10.1038/s41598-022-15650-4 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 24d

เวลาที่หลายคนตรวจสุขภาพประจำปี พวกเขามักจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอ ให้ “ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ” มากกว่านี้ . แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ มันยากมากๆเลยครับ ที่พวกเขาจะไม่เอื้อมมือไปหยิบ ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด ฯลฯ เข้าปาก . พอพวกเขาเห็นพฤติกรรมการกินของตัวเองแบบนี้ หลายคนก็จะชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง พร้อมกับบอกว่าตัวเองมีวินัยไม่มากพอ . คำถามคือ…แล้วพวกเขาต้องใช้วินัยมากขนาดไหนจึงจะ “มากพอ” กันนะ? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า พวกเขาจำเป็นต้องใช้วินัยในปริมาณ ที่มากกว่าที่หลายคนคิดครับ . อันที่จริง พวกเขาอาจจะต้องใช้วินัยมากพอๆ กับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดบางประเภทด้วยซ้ำ! . เพราะธรรมชาติของอาหาร ultra-processed (เช่น ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด) นั้น มันส่งผลให้สมองเรามีอาการ “โหย” อาหารเหล่านั้นจนยากที่ควบคุมตัวเองได้ . มันไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของสารเสพติดบางประเภทเลยทีเดียว . มันจึงอาจกล่าวได้ว่า การปรับอาหารการกินของตัวเอง ด้วยการลดอาหาร ultra-processed ไม่ใช่เป็นแค่การ “เข็นครกไปข้างหน้า” เท่านั้น แต่มันเป็นการ “เข็นครกขึ้นภูเขา” ที่มี “แรงโน้มถ่วง” ในรูปแบบของธรรมชาติ อาหาร ultra-processed เป็น “แรงต้าน” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย . ดังนั้น เราใจเย็นกับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดฉันใด เราก็น่าจะใจเย็นกับตัวเองเมื่อเราพยายาม ลดการทานอาหาร ultra-processed ฉันนั้นครับ อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1136/bmj-2023-075354 https://doi.org/10.1016/j.appet.2022.106260 https://doi.org/10.1007/s40429-022-00431-w https://doi.org/10.1186/s41155-024-00322-1 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr

Welcome to journaling_our_journey spacestr profile!

About Me

ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

Interests

  • No interests listed.

Videos

Music

My store is coming soon!

Friends