spacestr

🔔 This profile hasn't been claimed yet. If this is your Nostr profile, you can claim it.

Edit
journaling_our_journey
Member since: 2025-01-09
journaling_our_journey
journaling_our_journey 1d

หลายคนบอกว่า ประสบการณ์ที่พวกเขาถูกแฟนทิ้ง ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่สร้างความเจ็บปวด ให้กับพวกเขามากที่สุดในชีวิต . เพราะใจของพวกเขายังคงโหยหาแฟนอยู่ แต่แฟนไม่ได้อยู่ในชีวิตของพวกเขาอีกแล้ว . ความเจ็บปวดที่พวกเขาเผชิญ ทำให้บางครั้ง พวกเขาก็อดไม่ได้ ที่จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า . “ฉันไม่อยากเจ็บแบบนี้อีกแล้ว ทำยังไงฉันถึงจะเป็นอิสระจากความเจ็บปวดนี้ได้?” . คำตอบที่พวกเขาได้ค้นพบก็คือ… . พวกเขาจะเป็นอิสระจากความเจ็บปวดนี้ได้ หากพวกเขาได้กลายเป็นคนที่ไม่ได้รัก ไม่ได้แคร์ ไม่ได้สนใจแฟนคนนี้อีกแล้ว . เพราะพวกเขาเชื่อว่า ถ้าพวกเขาไม่ได้รัก ไม่ได้แคร์ ใจของพวกเขาก็จะหยุดโหยหาแฟน . ความทุกข์ทรมานใจของพวกเขาก็จะหายไป . แต่คำถามที่สำคัญก็คือ… . พวกเขาจะอยากเห็นตัวเอง กลายเป็นคนแบบนั้นหรือเปล่า? . พวกเขาจะอยากเห็นตัวเอง กลายเป็นคนที่ “ไม่รู้สึกรู้สา” แบบนั้นจริงหรือ? . หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับคำถามนี้ หลายคนก็ตัดสินใจว่าที่จะอยู่กับ ความทุกข์ทรมานใจต่อไปดีกว่า . เพราะแม้ว่าความทุกข์ทรมานใจ ที่พวกเขาเผชิญอยู่ในปัจจุบันจะเจ็บปวด แต่มันก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการกลายเป็นคน “ไม่รู้สึกรู้สา” . เพราะถ้าพวกเขาเห็นตัวเอง กลายเป็นคนแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ พวกเขาจะรู้สึก “รับไม่ได้” กับตัวเอง . สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ… . ทันทีที่พวกเขาตัดสินใจเช่นนี้ ความเจ็บปวดที่พวกเขามีอยู่ในใจนั้น มันเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง . มันไม่ได้หายไปหรอกนะครับ . แต่พวกเขารู้สึกว่า พวกเขา “ทนอยู่” กับ ความเจ็บปวดนั้นได้มากขึ้น . เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขามีเพียงแค่ความเจ็บปวด . แต่ตอนนี้ นอกเหนือจากความเจ็บปวดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขามีเพิ่มเติมขึ้นมา… . คือการที่พวกเขารับรู้ถึง “ความหมายของความเจ็บปวด” ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ . ตอนนี้ พวกเขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า “ฉันเจ็บปวดไปเพื่ออะไร” . มันเหมือนกับที่ Friedrich Nietzsche (นักปรัชญาชาวเยอรมัน) เคยกล่าวไว้ว่า… . “He who has a why can bear almost any how.” อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.brat.2005.06.006 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0018301 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 3d

ทุกวันนี้ เวลาที่หลายคนรู้สึกทุกข์ใจ สิ่งที่พวกเขาทำคือการ “คุยกับ AI” . ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT หรือ Gemini หรือ Claude หรือเจ้าอื่นก็ตาม . ซึ่งหลายคนก็ happy กับประสบการณ์ การ “คุยกับ AI” นะครับ . แต่หลายคนก็ไม่ค่อย happy เท่าไหร่นัก . และสาเหตุสำคัญข้อหนึ่ง ที่ทำให้หลายคนไม่ happy ก็คือ… . support ที่พวกเขาได้รับจาก AI มันไม่ใช่ support ในรูปแบบที่พวกเขาต้องการ . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่หลายคนกำลังทุกข์ใจ และตัดสินใจไป “คุยกับ AI” นั้น . พวกเขาคาดหวังให้ AI เป็นเหมือนกับ เพื่อนที่พร้อมรับฟัง เข้าใจ และไม่ตัดสินพวกเขา . แต่พอพวกเขาได้ลอง “คุยกับ AI” พวกเขาพบว่า AI คอยให้คำแนะนำกับพวกเขารัวๆ . …พยายามบอกให้พวกเขาทำนู่นนี่นั่นไม่หยุดหย่อน . มันเลยกลายเป็นว่า นอกจากความทุกข์ใจ ที่พวกเขามีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พวกเขายังรู้สึกหงุดหงิด กับ AI เพิ่มอีกด้วย! . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากขอนำเสนอว่า หากเราต้องการ “คุยกับ AI” เพื่อจัดการกับความทุกข์ใจในเบื้องต้น ให้เราบอก AI ไปตั้งแต่แรกเลยครับว่า อะไรคือความคาดหวังที่เรามีในการ “คุยกับ AI” ครั้งนี้ . ถ้าเราอยากให้ AI คอย รับฟัง เข้าใจ และไม่ตัดสินเรา . …ก็ขอให้เราบอกมันไปตามนั้น . ถ้าเราอยากให้ AI ให้ข้อมูลหรือ คำแนะนำหรือ insight กับเรา หลังจากที่ได้ฟังเราเล่าเรื่องราวทั้งหมด . …ก็ขอให้เราบอกมันไปตามนั้น . ถ้าเราอยากให้ AI ลงมือทำ อะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือเรา . …ก็ขอให้เราบอกมันไปตามนั้น . ผมไม่ได้บอกว่า หากเราทำเช่นนี้แล้ว ประสบการณ์การ “คุยกับ AI” ของเราจะ perfect . ผมไม่ได้บอกว่า หากเราทำเช่นนี้แล้ว ประสบการณ์การ “คุยกับ AI” ของเรา จะดีเทียบเท่ากับกรณีที่เราได้พบกับ ผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ (เช่น นักจิตวิทยา จิตแพทย์) ที่เป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน . แต่ผมเชื่อว่า มันจะช่วยให้ประสบการณ์ การ “คุยกับ AI” ของเราดีขึ้น เมื่อเทียบกับ กรณีที่เราไม่ได้ระบุความคาดหวังของเราตั้งแต่แรก (และหวังให้ AI มันรู้ด้วยตัวเองว่าเราอยากได้อะไร) แน่นอนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.48550/arXiv.2603.22618 https://doi.org/10.1145/3706598.3713453 https://doi.org/10.3389/fdgth.2025.1576135 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 5d

หลายคนพบว่า เมื่อไหร่ก็ตาม ที่พวกเขา say no กับคนอื่น (เช่น ปฏิเสธที่จะช่วยเพื่อนร่วมงานทำงาน เพราะต้องการรีบเดินทางกลับบ้าน ไปทานข้าวเย็นกับครอบครัว) พวกเขาจะรู้สึกผิดอย่างรุนแรง . เพราะอะไร? . ในหลายๆกรณี (แต่ไม่ทุกกรณี) สาเหตุของความรู้สึกผิดนั้น มาจากความเชื่อที่พวกเขามีอยู่ในใจ . ความเชื่อที่ว่า… . “ฉันต้องช่วยเหลือทุกคน ถ้าฉันไม่ช่วยเหลือทุกคน แสดงว่าฉันเป็นคนไม่ดี” . มันเป็นความเชื่อที่ทำให้พวกเขา มองว่าการช่วยเหลือคือ “หน้าที่” . ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว การช่วยเหลือคนอื่นมันไม่ใช่ “หน้าที่” แต่มันเป็น “น้ำใจ” มากกว่า . เพราะในที่สุดแล้ว พวกเราแต่ละคนย่อมต้อง รับผิดชอบกับชีวิตของเราเอง . ไม่ต่างอะไรกับการที่เราต้อง เดินด้วยสองขาของเราเอง . มันเป็นไปไม่ได้จริงๆครับ ที่เราจะคาดหวังให้คนอื่น มาอุ้มเราตลอดเวลา . ดังนั้น หากเราความเชื่อในข้างต้น คือความจริงล่ะก็ พวกเราทุกคนก็ ล้วนแล้วแต่เป็น “คนไม่ดี” กันทั้งสิ้น . การที่เราปฏิเสธคนอื่นนั้น ไม่ได้หมายความว่าเราเป็น “คนไม่ดี” . มันหมายความว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2016.01475 https://doi.org/10.1016/j.joep.2016.03.001 https://doi.org/10.1177/0146167211435796 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 7d

คุณเป็นคนที่ “ไม่มีเสียง” ภายในความสัมพันธ์ไหมครับ? . กล่าวคือ… . ไม่ว่าคุณจะบอกความต้องการ ของคุณให้อีกฝ่ายรับรู้ขนาดไหน อีกฝ่ายเขาก็ยังคงเลือกที่จะ เมินเฉยต่อความต้องการของคุณอยู่ดี . ยกตัวอย่างเช่น . คุณกำลังคุยโทรศัพท์กับน้องสาวอยู่ และคุณมีข่าวดีบางอย่างในชีวิตคุณ ที่คุณอยากจะหยิบมาแชร์ให้น้องรู้ . คุณพยายามอ้าปากพูด แต่คุณพูดออกไปได้เพียงแค่ไม่ถึง 3 คำ น้องก็จะพูดแทรกและขัดจังหวะคุณตลอด . คุณขอให้น้องหยุดพูดแทรก และน้องก็เหมือนจะฟังคุณ แต่ในที่สุด น้องก็ยังพูดขัดจังหวะอีกอยู่ดี! . เป็นต้น . สำหรับกรณีแบบนี้ เคยสงสัยไหมครับว่า หากเราจะ “มีเสียง” ขึ้นมาได้บ้าง เราจะต้องทำอย่างไร? . หนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เรา “มีเสียง” ขึ้นมาได้มากขึ้น คือการ “ยื่นคำขาด” ในความต้องการของเราครับ . เรา “ฉายภาพ” ให้อีกฝ่ายรับรู้ ถึงสิ่งที่เราต้องการ พร้อมกับ “ฉายภาพ” สิ่งที่เราจะทำ หากอีกฝ่าย ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของเรา . ยกตัวอย่างเช่น . “พี่มีเรื่องบางอย่าง ที่อยากจะเล่าให้น้องฟัง พี่อยากให้น้องฟัง โดยไม่ขัดจังหวะพี่หน่อย . ไม่อย่างนั้น พี่จะวางสายและ ค่อยคุยกันโอกาสหน้าแทนนะ” . เป็นต้น . บ่อยครั้ง พอเราทำแบบนี้ อีกฝ่ายก็จะตอบสนองต่อ ความต้องการของเราในทิศทางที่ดีขึ้น (เช่น ยอมฟังโดยไม่พูดแทรก) . แต่ในหลายๆครั้ง แม้เราจะ “ฉายภาพ” เช่นนี้แล้ว อีกฝ่ายก็จะยังคงเมินเฉย ต่อความต้องการของเราอยู่ดี . สำหรับกรณีหลังนี้ สิ่งเดียวที่เราทำได้ คือการลงมือทำตามที่ได้ “ลั่นวาจา” ไว้ (เช่น วางสายโทรศัพท์และค่อยนัดคุยกันโอกาสหน้า) . ซึ่งในกรณีหลังนี้ เราอาจจะคิดว่า “โธ่! ทำแบบนี้แล้วไม่เห็นจะได้ผลเลย! สุดท้าย น้องก็ยังไม่หยุดพูดขัดอยู่ดี!” . แต่ผมอยากจะบอกว่า ต่อให้ในระยะสั้น อีกฝ่ายจะยังดูเมินเฉยต่อความต้องการของเราอยู่ แต่หากเรา continue ที่จะ “ฉายภาพ” และลงมือทำตามที่ “ลั่นวาจา” อย่างต่อเนื่อง… . สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมาก็คือ อีกฝ่ายจะเริ่มรู้สึกว่าคำพูดของเรา “มีความศักดิ์สิทธิ์” มากขึ้นเรื่อยๆ (เพราะเราพูดและทำให้เห็นอยู่เนืองๆ) . ตอนนั้นเองครับที่เราจะเริ่มรู้สึกว่า ตัวเอง “มีเสียง” มากขึ้นในความสัมพันธ์ . ผมไม่ได้กำลังบอกว่า พอถึงตอนนั้นแล้ว อีกฝ่ายจะคล้อยตามในทุกๆความต้องการของเรานะครับ . แต่ผมกำลังบอกว่า พอถึงตอนนั้น อย่างน้อยที่สุด เราจะเกิด self-respect มากขึ้นแน่นอนครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/cpsp.12216 https://doi.org/10.1186/s40359-023-01154-x https://doi.org/10.13140/RG.2.2.23082.29127 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 9d

เวลาที่หลายคนตัดสินใจ มาพูดคุยกับนักจิตวิทยา พวกเขาคาดหวังอยากจะเห็น การพูดคุยนั้นให้ผลลัพธ์ที่ ทุกอย่าง clear หมดจด ภายในการพูดคุยเพียงครั้งเดียว . มันเป็นความคาดหวังที่ผมเข้าใจได้นะครับ . มันเหมือนกับเวลาที่เราป่วยกาย และเราตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาล เราก็คาดหวังอยากให้ปัญหา สุขภาพกายของเราถูกคลี่คลายได้ลุล่วง จากการหาหมอภายในครั้งเดียวเช่นกัน . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราคาดหวังอยากจะเห็น กับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆนั้น มันอาจไม่ได้เหมือนกันเสมอไป . ถ้าเราแค่เป็นหวัดนิดๆหน่อยๆ การไปหาหมอเพียงครั้งเดียว ก็อาจ “เพียงพอ” แล้ว . แต่ถ้าเราป่วยหนักกว่านั้น (เช่น ป่วยเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็ง) เราอาจต้องไปหาหมอหลายครั้ง (เช่น ทำคีโมหลายรอบ) . เรื่องสุขภาพใจก็คล้ายๆกันเลยครับ . บางกรณี เราพูดคุยกับนักจิตวิทยา ครั้งเดียวก็อาจจะ “เพียงพอ” แล้ว . แต่ในบางกรณี จะต้องมีการนัดหมายหลายครั้ง จึงจะสามารถ clear ประเด็น ที่หยิบมาพูดคุยกับนักจิตวิทยาอย่างทั่วถึงได้ . กล่าวโดยสรุปก็คือ แม้หลายคนจะคาดหวังอยากให้ การพูดคุยกับนักจิตวิทยา เป็นการพูดคุยที่ “ครั้งเดียวจบ” . แต่หลายๆกรณี การพูดคุยครั้งที่ 1 ถือเป็นเพียงแค่ “ก้าวแรก” ของการเดินทางที่กินระยะทางหลายก้าวเท่านั้นครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.41.2.159 https://doi.org/10.1080/10503307.2019.1566676 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 11d

เคยไหมครับ? . …เราพยายามกล่าวคำปฏิเสธ แต่ไปๆมาๆ คำปฏิเสธของเรา กลับถูก “เจาะทะลุ” จนพังลงไม่มีชิ้นดี? . ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้นได้? . สาเหตุข้อหนึ่งก็คือ เวลาที่หลายคนกล่าวคำปฏิเสธ พวกเขาจะมีการให้เหตุผลที่ “ยืดยาว” ว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะ say no . …เหตุผลเหล่านั้นแหละครับ คือ “ช่องโหว่” ที่ทำให้คำปฏิเสธ ของพวกเขาถูกทำลายอย่างง่ายดาย . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เราพูดกับเพื่อนร่วมงานว่า… . “วันนี้ ผมช่วยงานไม่ได้จริงๆ เพราะเดี๋ยวผมต้องไปรับลูกที่โรงเรียน และแถวโรงเรียน รถมันติดมาก แถมวันนี้ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คของผมก็มีปัญหา ทำให้ผมทำงานได้แบบติดๆขัดๆ ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังต้องเขียนรายงานการประชุมให้เสร็จภายในวันพรุ่งนี้เช้าด้วย ไม่อย่างนั้น หัวหน้าคงด่าผมยับแน่ๆ” . เรากำลังบอกเพื่อนร่วมงานว่า จริงๆแล้ว เราสามารถช่วยงานเขาได้ หากเราไม่ติดเงื่อนไข 3 ข้อต่อไปนี้ . # 1 รถไม่ติด # 2 คอมพิวเตอร์ไม่มีปัญหา # 3 เขียนรายงานเสร็จทันพรุ่งนี้เช้า . ดังนั้น หากเพื่อนร่วมงานต้องการให้เรา say yes สิ่งที่เพื่อนร่วมงานต้องทำ คือการหาทาง clear เงื่อนไขทั้ง 3 ข้อนี้ให้ได้ . (เช่น “ฉันเพิ่งดู google map มา ตอนนี้รถไม่ติดนะ ส่วนเรื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค เดี๋ยวใช้ของฉันก็ได้นะ ฉันให้ยืม และฉันสัญญาเลยว่า ถ้าเธอช่วยฉันวันนี้ เดี๋ยวฉันจะช่วยเธอเขียนรายงานการประชุมให้เสร็จทันพรุ่งนี้เช้าแน่นอน”) . หาก clear เงื่อนไขเหล่านี้ได้เมื่อไหร่ เราก็จะตกอยู่ในสภาวะ “น้ำท่วมปาก” และกล่าวปฏิเสธได้ยาก . ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการให้ คำปฏิเสธของตัวเองมีความ final เราก็ไม่ควรให้เหตุผลอธิบายที่ “ยืดยาว” . เพราะถ้าจะว่ากันตามตรง เหตุผล “ผมไม่สะดวกจริงๆครับ” ก็ถือเป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1038/s41598-023-50532-3 https://doi.org/10.1111/j.1471-6402.1989.tb00982.x https://doi.org/10.1080/01292989409359594 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 15d

ทุกวันนี้ หลายคนพบว่า แม้พวกเขาจะมีผู้คนอยู่รอบตัวเต็มไปหมด แต่พวกเขาก็ยังคงรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวอยู่ดี . ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น? . สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ… . เพราะผู้คนเหล่านั้นไม่ได้รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของพวกเขา . เพราะระหว่างที่พวกเขา ใช้เวลาอยู่กับผู้คนเหล่านั้น พวกเขา “ตามใจคนอื่น” ไปเสียหมด . พวกเขาไม่เคย say no พวกเขาไม่เคยบอกความต้องการของตัวเอง . มันทำให้ความสัมพันธ์ ที่พวกเขามีกับผู้คนเหล่านั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ราบเรียบ ไม่ขรุขระ ไม่มีความขัดแย้ง . แต่มันเป็นความสัมพันธ์ที่ “ไม่จริงแท้” . มันเป็นความสัมพันธ์ที่ “ว่างเปล่า” . ฉะนั้น หากเราต้องการสร้างความสัมพันธ์ ที่เราได้ connect กับคนอื่นจริงๆ เราไม่สามารถปกปิด “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราด้วยการตามใจคนอื่นได้ . หากเราต้องการ connect กับคนอื่นจริงๆ เราจำเป็นต้องเสี่ยงที่จะเป็นตัวของตัวเอง เสี่ยงที่จะแสดงความรู้สึกของเราออกมา เสี่ยงที่จะบอกว่าตัวเราต้องการอะไร . …เสี่ยงที่คนอื่นจะปฏิเสธ “ตัวตนที่แท้จริง” ของเรา . หากเราไม่กล้าเสี่ยง เราก็จะไม่สามารถเป็นอิสระ จากความเหงาและโดดเดี่ยวได้ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1007/s12144-019-00412-9 https://doi.org/10.1177/0146167211429331 https://doi.org/10.1007/s12144-021-02163-y #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 17d

เชื่อไหมครับว่า เวลาที่เรานอนหลับเพียงพอ (และนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ) . …เราจะกลายเป็นคนที่ “ใจนิ่ง” มากขึ้น? . เพราะอะไร? . เพราะระหว่างที่เรานอนหลับ สมองจะทำการประมวลผล เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นก่อนเราเข้านอน . มันจะส่งผลให้พอเราตื่นขึ้นในวันถัดมา เราจะจดจำเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นได้ แต่อารมณ์ความรู้สึกที่มาพร้อมกับ เหตุการณ์เหล่านั้นมักจะลดความเข้มข้นลง . ยกตัวอย่างเช่น . ก่อนนอน เรามีเรื่องขัดแย้งกับน้องชาย ส่งผลให้เรารู้สึกโกรธน้องชายเรามาก . แต่ถ้าเรา “นอนอิ่ม” เราจะตื่นขึ้นในวันต่อมา และค้นพบว่า แม้เราจะยังจำเรื่องราว เหตุการณ์ความขัดแย้งนั้นได้อยู่ แต่เราอาจไม่ได้รู้สึกโกรธน้องชายมากเบอร์นั้นอีกแล้ว . เป็นต้น . นอกจากนี้ เวลาที่เรา “นอนอิ่ม” มันจะเป็นการ “เติมน้ำมัน” ให้สมองเรา ส่งผลให้สมองส่วนที่ทำหน้าที่ “กำกับอารมณ์ความรู้สึก” มี “น้ำมัน” เพียงพอ ที่จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ . ดังนั้น พอเราตื่นนอน (หลังจากที่ “นอนอิ่ม” มาเมื่อคืน) เราจะพบว่าตัวเราสามารถ “ผ่อนหนักเป็นเบา” เมื่อเราเกิดอารมณ์ความรู้สึกทางลบ (เช่น ความโกรธที่มีให้น้องชาย) ได้ง่ายขึ้น . กล่าวโดยสรุปก็คือ… . หากเราอยากเห็นตัวเอง เป็นคนที่ “ใจนิ่ง” มากขึ้นล่ะก็ สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ง่ายๆไม่ใช่การ พยายามจัดการกับ “ใจ” ของเราโดยตรง . แต่มันคือการ make sure ให้ได้ว่า เรานอนหลับอย่างมีคุณภาพ (และปริมาณ) ที่เพียงพอในทุกๆคืนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/a0016570 https://doi.org/10.1016/j.cub.2007.08.007 https://doi.org/10.3934/neuroscience.2018.1.1 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 19d

ความคิดของเรา มันเป็นดาบสองคม . หากเราคิด จากนั้นก็ลงมือทำ มันจะช่วยให้การลงมือทำของเรา มีประสิทธิภาพมากขึ้น (เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ใช้ความคิดเลย) . ในทางกลับกัน หากเราคิดมากเกินไป มันก็อาจทำให้เรา “มัวแต่คิดจนไม่ได้ลงมือทำ” ได้ . ฉะนั้น หากความคิดเปรียบเหมือนกับดาบ และหากเราต้องการใช้ความคิด โดยที่ไม่ให้มัน “บาด” ตัวเราล่ะก็ . เราต้องคิดให้มากพอที่จะรู้ว่า “ก้าวต่อไป” ของเราคืออะไร . ทันทีที่เราเห็น “ก้าวต่อไป” แล้ว เราก็จะไม่ใช้ความคิดไปมากกว่านี้ . เพราะพอถึงจุดนั้น… . มันไม่ใช่เวลาสำหรับการใช้ความคิดแล้ว มันคือเวลาสำหรับการลงมือทำมากกว่า . นี่คือหนทางที่ความคิดของเรา จะไม่ใช่ “ดาบสองคม” ที่ “บาด” เราได้ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1038/s44159-024-00399-6 https://doi.org/10.1016/j.jad.2018.08.037 https://doi.org/10.5127/jep.027712 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 21d

หลายคนบอกว่า ความรักของผู้หญิง กับความรักของผู้ชาย . …มันไม่เหมือนกัน . พวกเขาบอกว่า ผู้ชายส่วนใหญ่ “รักง่ายหน่ายเร็ว” . พวกเขาบอกว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ “ถ้าได้รักแล้วก็คือรักเลย” . สิ่งที่พวกเขาบอกกล่าวนี้ มันเป็นความจริงหรือเปล่า? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า ความจริงมันอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ . ผลการศึกษาพบว่า… . โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ชายตกหลุมรักเร็วกว่าผู้หญิงก็จริง แต่พอผู้ชายรักแล้ว ความรักของผู้ชายมักจะคงที่ต่อไป . จึงอาจกล่าวได้ว่า ผู้ชาย “รักง่าย” แต่ไม่ได้ “หน่ายเร็ว” ครับ . สำหรับผู้หญิงนั้น… . โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้หญิงใช้เวลา ในการตกหลุมรักช้ากว่าผู้ชายครับ . แต่เวลาที่ผู้หญิงรักใครสักคนจริงจัง ความรักของผู้หญิงจะเข้มข้นมากกว่าผู้ชาย (โดยเฉพาะในช่วงที่เพิ่งแต่งงาน) . อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความสัมพันธ์ เปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ความรู้สึกของผู้หญิงก็มีแนวโน้ม ที่จะเปลี่ยนไปได้มากกว่า (เมื่อเทียบกับผู้ชายที่ความรู้สึก มีแนวโน้มที่จะคงที่มากกว่า) . จึงอาจกล่าวได้ว่า ในกรณีของผู้หญิงนี้ “ถ้าได้รักแล้วก็คือรัก” อย่างแรงกล้าเลยครับ แต่ถ้าไม่รักก็คือไม่รักได้ อย่างรวดเร็วเช่นกันครับ . แต่ก็นะครับ… . ทั้งหมดที่ผมเขียนมานี้มันคือ ค่าเฉลี่ยที่พบในผลการศึกษาเท่านั้น . ไม่ใช่ผู้หญิง/ผู้ชายทุกคนที่จะเป็นแบบนี้ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1186/s13293-025-00698-4 https://doi.org/10.1016/s0140-1971(86)80043-4 https://doi.org/10.1177/0265407589064001 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr

Welcome to journaling_our_journey spacestr profile!

About Me

ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

Interests

  • No interests listed.

Videos

Music

My store is coming soon!

Friends