spacestr

🔔 This profile hasn't been claimed yet. If this is your Nostr profile, you can claim it.

Edit
journaling_our_journey
Member since: 2025-01-09
journaling_our_journey
journaling_our_journey 1d

เวลาที่เราเลิกกับแฟน หนึ่งในคำถามที่อยู่ในใจของหลายคนก็คือ… . “ฉันเลิกกับแฟนเก่าไปเป็นปีแล้วนะ แถมตอนนี้ ฉันก็มีแฟนใหม่แล้วด้วย แต่ทำไมในใจฉันยังมีความรู้สึกให้กับแฟนเก่าอยู่นะ? หรือว่าฉันไม่ได้รักแฟนใหม่มากพอ? ถ้าฉันรักแฟนใหม่มากพอ ฉันก็ไม่ควรมีความรู้สึกให้แฟนเก่าแล้วสิ!” . คำถามทำนองนี้สามารถส่งผลให้เกิดความรู้สึกผิดกับแฟนคนใหม่ได้ . สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ ความรู้สึกที่ยังคง “เหลือตกค้าง” กับแฟนเก่านี้ เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากๆครับ . เพราะตอนที่เราคบกำลังแฟนเก่าอยู่นั้น สายสัมพันธ์ที่เรามีกับแฟนเก่า มันไม่ได้ต่างอะไรกับต้นไม้เราปลูก . พอต้นไม้สายสัมพันธ์เติบโตจนถึงจุดหนึ่ง ต่อให้เราจะเลิกกับแฟนเก่าและไม่ได้ “รดน้ำ” ให้กับต้นไม้สายสัมพันธ์นั้นอีกแล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าต้นไม้ต้นนั้น จะ “เหี่ยวเฉา” หรือ “ตาย” ภายในชั่วข้ามคืน . อันที่จริง หากต้นไม้สายสัมพันธ์นั้น ได้มีโอกาสเติบโตจนถึงจุดหนึ่ง (เหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ๆที่อยู่ในป่า) ต่อให้เราจะไม่ได้ “รดน้ำ” ให้กับ ต้นไม้ดังกล่าวเพิ่มแม้แต่หยดเดียว มันก็ยังเป็นไปได้ที่ต้นไม้ต้นนั้น จะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเป็นปีๆ! . ฉะนั้น การที่เรายังมีความรู้สึก “เหลือตกค้าง” อยู่กับแฟนเก่านั้น มันไม่ใช่สัญญาณที่จะฟันธงว่า นี่คือความผิดของเราเสมอไป . …และมันก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่รักแฟนคนปัจจุบัน (หรือรักแฟนคนปัจจุบันไม่มากพอ) อีกด้วยครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1177/19485506251323624 https://doi.org/10.1016/j.jbtep.2021.101713 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 3d

หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน มักจะชอบยก credit ความสำเร็จดังกล่าวให้คู่ชีวิตของตัวเอง . หลายคนถึงกับบอกว่า ถ้าไม่มีคู่ชีวิตของพวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้ด้วยซ้ำ! . คำพูดทำนองนี้เป็นเพียงแค่การ “อวย” แฟนตัวเอง หรือมันเป็นคำพูดที่สะท้อนความเป็นจริงกันแน่? . ผลการศึกษาที่มีอยู่บ่งชี้ว่า…มันคือความจริงครับ! . ผลการศึกษาพบว่า หากคู่ชีวิตที่รับบทเป็น “ช้างเท้าหลัง” ในความสัมพันธ์ (ไม่ว่าคนที่รับบทนี้จะเป็นสามีหรือภรรยาก็ตาม) เป็นคนที่มีนิสัย “รับผิดชอบ มีวินัย ใส่ใจ” สถานการณ์ภายในบ้านมีแนวโน้มที่จะ “น่าอยู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย” . มันจะส่งผลให้คู่ชีวิตที่รับบทเป็น “ช้างเท้าหน้า” สามารถทุ่มเทเวลาและพลังงานไปกับการทำงานได้อย่างเต็มที่ (และนำมาสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานตามมา) . นอกจากนี้ นิสัย “รับผิดชอบ มีวินัย ใส่ใจ” ของคู่ชีวิตที่เป็น “ช้างเท้าหลัง” ยังสามารถ ส่งผลให้ฝ่ายที่เป็น “ช้างเท้าหน้า” มีนิสัยดังกล่าวมากยิ่งขึ้น (ซึ่งนี่ถือเป็นนิสัยที่เอื้อต่อความเจริญ ในหน้าที่การงานอย่างปฏิเสธไม่ได้) . นอกเหนือไปจากนิสัย “รับผิดชอบ มีวินัย ใส่ใจ” แล้ว อีกหนึ่งคุณลักษณะของ “ช้างเท้าหลัง” ที่ส่งผลต่อ ความก้าวหน้าของ “ช้างเท้าหน้า” คือการที่ “ช้างเท้าหลัง” เป็นคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ครับ . เพราะเวลาที่ “ช้างเท้าหลัง” มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ก็จะมีไม่มาก . หรือต่อให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น การบริหารความขัดแย้งที่ดี ของคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ ก็จะช่วยให้คู่รักเข้าใจกันและกันมากขึ้น (ไม่ใช่ยิ่งขัดแย้งกันมากกว่าเดิม) . นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้ “ช้างเท้าหน้า” มีเวลาและพลังงานในการจดจ่อกับ การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (และนำมาสู่ความสำเร็จในชีวิตการทำงานได้) . ทั้งหมดที่ผมได้เขียนมานี้ มันสะท้อนให้เห็นได้ว่า ความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ได้เป็นผลลัพธ์ ของ one-man show แต่มันเป็น “ผลงานร่วม” ของทั้ง team มากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/0956797614551370 https://doi.org/10.1016/j.jrp.2023.104350 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 5d

หลายคนมองว่าชีวิตที่มี routine คือชีวิตที่น่าเบื่อ . เพราะชีวิตที่มี routine คือชีวิตที่เราจะทำสิ่งต่างๆ ซ้ำๆเหมือนๆกันในทุกๆวัน . ยกตัวอย่างเช่น . ตื่นนอน-เข้านอนเวลาเดิมในทุกๆวัน ทานอาหารเช้าเมนูเดิมในทุกๆวัน เริ่มต้นทำงานด้วยการเปิดอีเมลดูเป็นอันดับแรกในทุกๆวัน . เป็นต้น . แต่เชื่อไหมครับว่า routine ที่น่าเบื่อเหล่านี้ คือสิ่งสำคัญชนิดที่ “ขาดไม่ได้” สำหรับพวกเราหลายคนเลยครับ! . ยิ่งชีวิตเรากำลังเผชิญหน้ากับ ความไม่แน่นอนเยอะเท่าไหร่ (เช่น ถูกเชิญออกจากที่ทำงาน สูญเสียสมาชิกครอบครัวคนสำคัญ มีความจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ) routine ก็ยิ่งมีความสำคัญมากเท่านั้น . เพราะ routine เหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึก “มั่นคง” ท่ามกลางช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง . หากชีวิตเราไม่มี routine เลย เราก็ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเต็มไปหมด ซึ่งมันอาจจะเยอะจนทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจได้ . ดังนั้น มันจึงอาจกล่าวได้ว่า แม้ routine จะเป็นสิ่งที่ฟังดู “น่าเบื่อ” ก็จริง แต่สิ่งที่ “น่าเบื่อ” นี้ก็สามารถมอบ ความสงบทางใจให้กับเราได้เช่นกัน . แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ? . คุณผู้อ่านมี routine อะไรที่ช่วยให้ คุณผู้อ่านรู้สึก “มั่นคง” ได้ (แม้ในยามที่ชีวิตกำลังเจอ กับความเปลี่ยนแปลง) บ้างไหมครับ? อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jpsychires.2022.05.033 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 7d

หลายคนใช้ชีวิตโดยยึดถือคติว่า “No is a complete sentence.” . ดังนั้น เวลาที่พวกเขาปฏิเสธใครก็ตาม พวกเขาก็จะเพียงแค่พูดว่า “ไม่” โดยที่ไม่ได้ให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม . เพราะพวกเขามองว่า หากพวกเขาให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม มันคือการแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่า พวกเขากลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของอีกฝ่าย . พวกเขามองว่า เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติมนั้น ทำหน้าที่เป็น “กันชน” ระหว่างพวกเขากับอีกฝ่าย . พวกเขามองว่า การให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติมนั้น มันแสดงถึงความอ่อนแอของตัวพวกเขาเอง . ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นเหตุผล ที่ทำให้พวกเขาปฏิเสธด้วยการ พูดคำว่า “ไม่” และหยุดทุกอย่างไว้แค่นั้น . แต่คำถามสำคัญก็คือ เวลาที่เราปฏิเสธด้วยคำว่า “ไม่” เช่นนี้ มันจะส่งผลให้อีกฝ่ายเพียงแค่ รู้สึกไม่พอใจกับเราอย่างเดียวเท่านั้นหรือ? . ไม่ครับ . หลายครั้ง สิ่งที่อีกฝ่ายรู้สึก มันไม่ใช่ความไม่พอใจ . …แต่มันเป็นความเจ็บปวด . ยกตัวอย่างเช่น . ตอนที่เพื่อนชวนเราไปงานแต่งงานของเขา และเราตอบปฏิเสธเพื่อน ด้วยการพูดว่า “ไม่” อย่างเดียวนั้น . มันอาจจะส่งผลให้เพื่อนเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า “มิตรภาพของเรามันมีค่าสำหรับเธอแค่นี้เองหรือ?” . มันอาจจะทำให้เพื่อนรู้สึกเสียใจกับคำปฏิเสธที่ “ห้วน” ของเราได้ . เป็นต้น . ด้วยเหตุนี้ คนที่ให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม (เวลากล่าวคำปฏิเสธ) เขาไม่ได้ทำเช่นนั้นเพียงเพราะ พวกเขารู้สึกหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของอีกฝ่ายเท่านั้น . บางครั้ง พวกเขาให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม เพราะพวกเขาแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่าย . ซึ่งแน่นอนครับว่า การแคร์ความรู้สึกของคนอื่นนั้น มันไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ! . ดังนั้น การจะตัดสินแบบ “เหมารวม” ว่า การให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม (เวลาที่เรากล่าวคำปฏิเสธ) คือการกระทำที่อ่อนแอ (หรือการกระทำที่ถูกผลักดันด้วยความกลัว) ไปเสียทั้งหมด . …จึงไม่ใช่การตัดสินที่เป็นธรรมเท่าไหร่นัก . ผมมองว่า แทนที่จะโฟกัสว่าเราควรให้เหตุผล หรือคำอธิบายเพิ่มเติมหรือไม่ เราน่าจะโฟกัสว่าเรากำลังตัดสินใจ ด้วยความกลัวหรือความเป็นห่วงมากกว่าครับ อ้างอิง Alberti, R. E., & Emmons, M. L. (2008). Your perfect right: Assertiveness and equality in your life and relationships (9th ed.). Impact Publishers. https://psycnet.apa.org/record/2007-12400-000 https://doi.org/10.1017/s0954579400005976 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 15d

หลายคนรู้สึกแย่กับตัวเอง . เพราะเวลาที่พวกเขาอยู่ในวงบทสนทนา (เช่น ระหว่างอยู่ในห้องประชุมของที่ทำงาน) กว่าที่พวกเขาจะพูดอะไรบางอย่างออกมา พวกเขาใช้เวลาคิดนานกว่าคนอื่นๆ . พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “โง่” พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “หัวช้า” พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “ไม่ฉลาด” . คำถามสำคัญก็คือ…มุมมองเหล่านี้เป็นความจริงหรือเปล่า? . ไม่เสมอไปครับ . อันที่จริง หลายคนที่ดู “หัวช้า” คือคนที่ฉลาดด้วยซ้ำ! . เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในหัว มีความซับซ้อนและหลากหลาย พวกเขาจึงใช้เวลาในการ “ประมวลผล” นานสักหน่อย ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดออกมา . ฉะนั้น อย่ารีบที่จะชี้นิ้วตัดสินตัวเอง ด้วยคำว่า “โง่” “หัวช้า” “ไม่ฉลาด” ฯลฯ เลยครับ . เพราะคำตัดสินเหล่านั้น…ใช่ว่าจะเป็นจริงเสมอไปครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1007/s00426-024-02043-7 https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/S1930297500007865 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 17d

เวลาที่เรารักใครสักคน และเราเห็นว่าเขาคนนั้น กำลังประสบปัญหาอยู่ มันปกติมากๆเลยครับ ที่เราอยากจะรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา . แต่สังเกตไหมครับว่า ในหลายๆครั้ง พอเรายื่นมือเข้าไปหาเขาแล้ว เขากลับขยับตัวถอยห่างไปจากเรายิ่งกว่าเดิม? . ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นได้? . เพราะสิ่งหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ…คือการมีอิสระที่จะเลือก . …รวมถึงอิสระในการเลือกว่า จะให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่ . ด้วยเหตุนี้ การรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนที่เรารัก (โดยไม่ได้เช็คกับเจ้าตัวก่อนว่า เจ้าตัวต้องการความช่วยเหลือหรือไม่) จึงอาจถูกมองว่าเป็นการ “ลิดรอน” อิสระในการเลือก . …ส่งผลให้เจ้าตัวอาจจะรู้สึกไม่พอใจและเริ่มต้น “รักษาระยะห่าง” กับฝ่ายที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ . (ต่อให้เจ้าตัวจะเข้าใจว่า การยื่นมือเข้ามาช่วยนี้ เกิดขึ้นเพราะเจตนาที่ดีก็ตาม) . ฉะนั้น หากเราไม่ต้องการให้ “ความรัก” ของเราทำให้คนที่เรารัก “ตีตัวออกห่าง” การถาม “ความยินยอม” ของเจ้าตัว ก่อนที่เราจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ . …ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม . เราอย่าปล่อยให้ “ความรัก” ของเรา “ผลักไสไล่ส่ง” คนที่เรารักโดยไม่ตั้งใจกันเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.735570 https://doi.org/10.1037/amp0001389 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0012754 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 19d

สามีภรรยาจำนวนไม่น้อย โกหกกันและกันในเรื่องของ การใช้เงินซื้อ “ของเล่นส่วนตัว” . ยกตัวอย่างเช่น . สามีบอกภรรยาว่าตัวเอง ซื้อเกมในช่วง “ลดราคา” (แต่จริงๆแล้วซื้อมาในช่วง “เต็มราคา”) . ภรรยาบอกสามีว่าใช้งบไม่เกินเดือนละ 5,000 บาทสำหรับซื้อเครื่องสำอาง (แต่จริงๆแล้ว ใช้เงินเกินงบทุกเดือน) . เป็นต้น . และในหลายๆกรณี สามีภรรยาก็รู้ด้วยนะครับว่า อีกฝ่ายกำลังโกหกในเรื่องการใช้เงินอยู่ . แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร หนำซ้ำ พวกเขายังเลือกที่จะ ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” อีกด้วย! . ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะทำเช่นนั้น? . เพราะพวกเขามองว่า ต่อให้พวกเขาจะหยิบเรื่องนี้มาคุย อีกฝ่ายก็คงจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายอยู่ดี . พวกเขามองว่า การหยิบเรื่องนี้มาคุย มีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเพิ่มเติม . พวกเขาจึงทำทีราวกับว่าตัวเอง “ไม่รู้เรื่อง” ในขณะที่สามีหรือภรรยาของพวกเขา ก็ยังคงปกปิดพฤติกรรมการใช้จ่าย “ที่แท้จริง” ของตัวเองต่อไป . …ส่งผลให้เรื่องนี้ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” ในความสัมพันธ์ . มันอาจจะยังไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นะครับ ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” มีไม่เยอะ . แต่ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” สะสมเป็นจำนวนมากขึ้นมาล่ะ? . ในท้ายที่สุด นี่อาจกลายเป็นแรงกดดัน ที่ทำให้ความสัมพันธ์ยากที่จะไปต่อ…ก็เป็นได้ . ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” จนกลายเป็น “ระเบิดเวลา” กับแบกรับความเสี่ยงที่จะขัดแย้งด้วยการหยิบเรื่องนี้มาพูดคุย . นี่คือทางเลือกที่คู่รักกลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่ . แล้วคู่รัก “ควรจะ” เลือกทางเลือกไหนดี? . ผมมองว่าเรื่องนี้…ไม่มีผิดไม่มีถูกที่ตายตัวครับ . ผมมองว่าเรื่องนี้…เป็นเรื่องที่แต่ละคน จะต้อง “ชั่งน้ำหนัก” เอาครับว่า ระหว่างความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในวันนี้ กับความเสี่ยงที่จะเกิด “ระเบิดเวลา” ในวันหน้า . …ความเสี่ยงไหนที่ “คุ้มค่า” ที่จะแบกรับมากกว่ากัน . เราอาจไม่มีสิทธิที่จะไม่แบกรับความเสี่ยงใดใดได้ก็จริง แต่เรามีสิทธิที่จะเลือกได้ว่า เราต้องการแบกรับความเสี่ยงแบบไหนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1093/jcr/ucz052 https://doi.org/10.1007/s10834-024-09988-2 https://doi.org/10.1016/j.ijresmar.2025.07.003 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 21d

ตอนที่เรายังเป็นเด็กๆ การยอมรับจากผู้ใหญ่ (เช่น พ่อแม่ ครู) คือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรามาก . ผู้ใหญ่ในชีวิตเราจะเป็นคนบอกให้เรารู้ (ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) ว่า เรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหม เราดีพอหรือยัง . แล้วในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ? . แม้ในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว… . หลายคนก็ยังคงคุ้นชินกับการ มองหาการยอมรับจากคนอื่น . หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้ ใครสักคนมาบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง . หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้ ใครสักคนมาบอกว่าเราดีพอหรือยังไม่ดีพอ . ความคุ้นชินนี้สามารถกลายเป็นอุปสรรค ที่ขวางกั้นไม่ให้เราใช้ชีวิตอย่างเต็มอิ่มได้ . แน่นอนครับ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า หากเราเติบโตขึ้น เราควรที่จะ “ปิดหูปิดตา” และไม่สนใจคนอื่นแม้แต่นิดเดียว . แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า การเรียนรู้ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง (ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ว่าตัวเราเองดีพอหรือยัง) ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่เต็มอิ่ม . แล้วเราจะเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะ ตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องนี้ได้ยังไง? . ผมมองว่า ขั้นแรกสุด เราจะต้องมองเห็นตัวเอง ให้ได้อย่างชัดเจนก่อนครับว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้ อยู่ภายใต้ “ร่มเงา” ของคนอื่นในเรื่องอะไรบ้าง . ยกตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้ เราอาจจะกำลังเอาคุณค่าในตัวเรา มาผูกเข้ากับการยอมรับของพ่อแม่เรา ถ้าพ่อแม่เรายอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเรามีค่า แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเองไร้ค่า เป็นต้น . ยิ่งเรามองเห็น “ร่มเงา” ของคนอื่นได้ชัดเจนมากเท่าไหร่ อิทธิพลที่ “ร่มเงา” มีต่อใจเราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะลดลง . …จนกระทั่งเรากลายเป็นอิสระจาก “ร่มเงา” ดังกล่าวได้ในท้ายที่สุดครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593 https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 23d

เวลาที่เราตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง หลายคนจะตั้งเป้าหมายไว้สูง . ยกตัวอย่างเช่น “ฉันจะเริ่มต้นออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง” (จากที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน) เป็นต้น . การตั้งเป้าหมายไว้สูงแบบนี้มีข้อดีตรงที่ว่า หากเราสามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำตามที่วางเป้าไว้ได้ มันก็จะเกิดการเปลี่ยนในชีวิตที่ “จับต้องได้” อย่างชัดเจน . (ยกตัวอย่าง หากเราตั้งเป้าหมายที่เริ่มต้น ใช้เวลาแต่ละวันในการออกกำลังกายเยอะ ร่างกายเราก็มีแนวโน้มที่จะแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นต้น) . แต่ข้อเสียของการตั้งเป้าหมายไว้สูงก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เงื่อนไขในชีวิตเรา “ไม่พร้อม” มันมีโอกาสสูงมากที่เราจะไม่สามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำเป้าหมายดังกล่าวได้ . (เช่น เมื่อคืนนอนหลับๆตื่นๆเพราะไม่สบาย ส่งผลให้ออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงตามที่วางเป้าไว้ไม่ไหว) . มันจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเอง “ล้มเหลว” และบั่นทอนกำลังใจของเราที่จะ เดินหน้าทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้ได้ . และยิ่งหากเรา “ล้มเหลว” บ่อยๆเข้า วันหนึ่ง มันอาจทำให้เรารู้สึกท้อแท้ จนตัดสินใจ “เท” เป้าหมายดังกล่าวไปทั้งหมดอีกด้วย . ในทางกลับกัน หากเป้าหมายที่เราตั้ง เป็นเป้าหมายที่เราสามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำได้ (ทั้งในวันที่เงื่อนไขในชีวิตเรา “พร้อม” และวันที่ “ไม่พร้อม”) เราก็ไม่จะเจอกับคำว่า “ล้มเหลว” บ่อยๆ . มันจะช่วยให้เรามีกำลังใจเดินหน้า ทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้มากขึ้น (แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สูงในกรณีนี้ก็ตาม) . บางคนอาจมองว่าแนวทางนี้ มันนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิต ที่ “จับต้องได้” ค่อนข้างช้า . ผมเห็นด้วยนะครับมันว่าช้ากว่าจริงๆ . แต่ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่ช้ากว่า ก็ยังดีกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เกิดขึ้น (เพราะเป้าหมายถูก “เท”) อยู่ดี . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะนำเสนอว่า เวลาที่เราตั้งเป้าหมายในชีวิตของเรานั้น เราไม่เพียงแค่ควรคำนึงถึงเพียงแค่ เวลาที่สถานการณ์ในชีวิตเรา “เอื้ออำนวย” ต่อการลงมือทำตามเป้าหมายดังกล่าวเท่านั้น . …แต่เราควรนึกถึงช่วงเวลาที่ สถานการณ์ในชีวิตเรา “ไม่เอื้ออำนวย” อีกด้วยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2021.704790 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.84.2.191 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 27d

“ชายแทร่” “ผู้ชาย toxic” “toxic masculinity” . ยิ่งวันเวลาผ่านไป ผมก็ยิ่งเชื่อว่าหลายคน คุ้นเคยกับคำเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ . ผู้ชายที่เข้าข่าย “ชายแทร่” มักจะมี พฤติกรรมที่สะท้อนถึงคุณสมบัติดังเช่น… . มีอคติเชิงลบกับคนที่มีอัตลักษณ์ทางเพศต่างไปจากตนเอง (ผู้หญิง และ LGBTQ+) มองว่าตัวเองเป็นคนสำคัญสูงลิ่ว ไม่ค่อยมีความเข้าอกเข้าใจให้กับคนอื่น กดขี่และ/หรือใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นในความสัมพันธ์ ฯลฯ . แน่นอนครับว่าบุคคลที่มีลักษณะในข้างต้น ไม่ใช่บุคคลที่ “น่าพึงประสงค์” เท่าไหร่นัก . คำถามสำคัญก็คือ ในบรรดาผู้ชายที่มีอยู่ในสังคมเรานั้น มีกี่คนที่เข้าข่าย “ชายแทร่” นี้? . ผลการศึกษาจากประเทศ New Zealand พบว่า เกือบร้อยละ 90 ของผู้ชายไม่เข้าข่าย “ชายแทร่” ครับ . ผมยังไม่เคยเห็นการศึกษาลักษณะนี้ ในประเทศไทยก็จริง แต่ผมคาดเดาว่า ผลลัพธ์คงมีแนวโน้มที่จะไม่แตกต่างไปจาก กรณีของผู้ชาย New Zealand มากนัก . แต่ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าผู้ชายประเภท “ชายแทร่” จะคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ในสังคมไทยเราก็ตาม คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ พวกเราแต่ละคนมีความเป็น “ชายแทร่” อยู่ในตัวเองแค่ไหน? . นี่ไม่ใช่คำถามสำหรับผู้ชายเท่านั้นนะครับ . เพราะถ้าเราย้อนกลับไปอ่านข้างบน เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า ลักษณะความเป็น “ชายแทร่” นั้น สามารถ apply ได้กับทุกๆคน (ไม่ว่าจะอัตลักษณ์ทางเพศใดก็ตาม) . พอเราได้ตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง เราก็อาจจะพบว่า บางวัน เรามีความเป็น “ชายแทร่” เข้มข้นหน่อย ในขณะที่บางวัน เรามีความเป็น “ชายแทร่” น้อยหน่อย . (อย่างตัวผมเองนั้น ผมพบว่า ในบางวัน empathy ของผมก็ “หย่อนยาน” อย่างชัดเจน ทั้งๆที่ผมทำงานเป็นนักจิตวิทยา!) . นี่คือเรื่องปกติครับ . การที่เราตั้งคำถามทบทวนตัวเองในเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อที่เราจะตำหนิหรือต่อว่าตัวเอง แต่เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นรับผิดชอบตัวเอง และค่อยๆเปลี่ยนแปลงให้ตัวเรากลายเป็น คนที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคตครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/men0000547 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 13d

“ความรับผิดชอบ” . นี่คือคำที่หลายคนฟังแล้วรู้สึก “อี๋” อยู่เหมือนกันนะครับ . เพราะมันเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกที่ “หนัก” เพราะมันทำให้เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำว่า “ภาระ” . ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงพยายามทำทุกอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยง “ความรับผิดชอบ” ในชีวิตให้ได้มากที่สุด . พวกเขามองว่า การทำเช่นนี้จะช่วยให้ชีวิตรู้สึก “เบาสบาย” . …ซึ่งถ้ามองในแง่หนึ่ง มันก็จริงอยู่นะครับ . แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง “ความรับผิดชอบ” คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ชีวิตมี “ความหมาย” . ชีวิตที่ไม่มี “ความรับผิดชอบ” มันรู้สึก “เบาสบาย” ก็จริง แต่มันก็จะทำให้ชีวิตขาด “ความหมาย” ไปด้วยเช่นกัน . ซึ่งในสายตาของหลายๆคน การมีชีวิตที่ขาด “ความหมาย” มันทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีค่า” . มันจึงกลายเป็นว่า ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน เราย่อมหนี “ความลำบาก” ไม่พ้นจริงๆครับ . ถ้าเราเลือกหลีกเลี่ยง “ความรับผิดชอบ” เราก็จะเจอกับความรู้สึก “ไม่มีค่า” . ในทางกลับกัน ถ้าเราเลือกแบกรับ “ความรับผิดชอบ” เราก็เจอกับความรู้สึก “หนัก” . เราอาจจะไม่สามารถหลีกหนี “ความลำบาก” ได้ แต่เราสามารถเลือกได้ครับว่า “ความลำบาก” นั้น จะมาพร้อมกับ “ความหมาย” หรือความรู้สึก “ไร้ค่า” ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.47602/johah.v2i1.5 https://doi.org/10.1016/j.paid.2022.111784 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr

Welcome to journaling_our_journey spacestr profile!

About Me

ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

Interests

  • No interests listed.

Videos

Music

My store is coming soon!

Friends