spacestr

🔔 This profile hasn't been claimed yet. If this is your Nostr profile, you can claim it.

Edit
journaling_our_journey
Member since: 2025-01-09
journaling_our_journey
journaling_our_journey 4h

หลายคนพบว่าตัวเองเป็น “แกะขาว” ประจำตระกูล . ยกตัวอย่างเช่น . หลายคนโตมาในครอบครัว ที่ “ติดเหล้า” กันถ้วนหน้า แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็โตขึ้นมา โดยที่ตัวเองไม่ได้ “ติดเหล้า” ได้ . เป็นต้น . สิ่งหนึ่งที่ “แกะขาว” มักจะ รู้สึกอยู่ในใจคือความรู้สึก เหนื่อยล้าและหมดหวัง . เพราะพวกเขารักและเป็นห่วงครอบครัว . พวกเขาอยากจะโน้มน้าวให้สมาชิก คนอื่นๆในครอบครัวหันมาเป็น “แกะขาว” เหมือนตัวเองบ้าง . (เช่น อยากให้พ่อแม่พี่น้องเลิก “ติดเหล้า”) . แต่สิ่งที่พวกเขามักจะพบก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขนาดไหน สมาชิกคนอื่นๆก็ยังคงเป็น “แกะดำ” ต่อไปอยู่ดี . มันทำให้พวกเขาหลายคนโทษตัวเอง และมองว่าตัวเองเป็น “คนไม่ได้เรื่อง” . แต่ว่า…พวกเขาเป็น “คนไม่ได้เรื่อง” จริงหรือ? . พวกเขาอาจจะไม่สามารถเปลี่ยน “แกะดำ” ในบ้านให้กลายเป็น “แกะขาว” ได้ . แต่การที่พวกเขายังคงยืนหยัด ในความเป็น “แกะขาว” ได้ ทั้งๆที่สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วย “แกะดำ” นั้น… . “คนไม่ได้เรื่อง” จะทำแบบนี้ได้หรือ? . เพราะสภาพแวดล้อมของเรามันมี พลังอำนาจ/อิทธิพลต่อเราสูงมากนะครับ . การที่เราจะยืนหยัดต่อสภาพแวดล้อม ที่เราเผชิญได้สำเร็จนั้น มันสะท้อนว่าเรา “ไม่ธรรมดา” เลยครับ . เรายืนหยัดในความเป็น “แกะขาว” ของเราได้ ทั้งๆที่ไม่ได้มีคนที่เป็น “แกะขาว” มาช่วยเรา . แต่ “แกะดำ” ในบ้านเรายังคงยืนหยัด ในความเป็น “แกะดำ” อยู่ได้ แม้จะมี “แกะขาว” อย่างเรา ยื่นมือเข้ามาช่วยแล้วก็ตาม . ถ้าเราจะบอกว่าตัวเอง “ไม่ได้เรื่อง” นั่นหมายความว่า เราจะต้องบอกว่าคนในบ้านเรา “ไม่ได้เรื่อง” ด้วยใช่หรือไม่? . ในเมื่อเรายังไม่ได้ต่อว่า คนในบ้านด้วยคำว่า “ไม่ได้เรื่อง” แล้วเหตุใดเราจึงต่อว่า ตัวเองด้วยคำว่า “ไม่ได้เรื่อง” ด้วย? . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะบอกกับ “แกะขาว” ทุกคนที่กำลังตีอกชกหัวตัวเองอยู่ว่า… . ใจดีกับตัวเองบ้างเถอะครับ ให้เครดิตกับตัวเองบ้างเถอะครับ . ไม่ว่าพวกคุณจะสามารถทำภารกิจ “เปลี่ยนแกะดำในบ้านเป็นแกะขาว” ได้สำเร็จหรือไม่ก็ตาม… . พวกคุณก็สุดยอดแล้วครับ . . . หากคุณกำลังเหนื่อยล้ากับการต้องพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่คนเดียว... คุณสามารถทัก Inbox เพื่อพูดคุยปรึกษาเชิงจิตวิทยา (Counseling) กับผมได้นะครับ . . . อ้างอิง Werner, E. E., & Smith, R. S. (1992). Overcoming the odds: High risk children from birth to adulthood. Cornell University Press. Masten, A. S. (2001). Ordinary magic: Resilience processes in development. American Psychologist, 56(3), 227–238. Miller, W. R., & Rollnick, S. (2013). Motivational interviewing: Helping people change (3rd edition). The Guilford Press.

journaling_our_journey
journaling_our_journey 2d

เวลาที่หลายคนสัมภาษณ์ไม่ผ่าน พวกเขาจะด่วนสรุปว่า พวกเขามีความรู้ความสามารถไม่ดีพอ . มันทำให้พวกเขารู้สึกผิดหวังกับตัวเอง รู้สึกหมดกำลังใจที่จะหางานต่อ เกิดความเชื่อว่าตัวเองเป็นคนที่ไร้ค่า ฯลฯ . แต่ในความเป็นจริงแล้ว บ่อยครั้ง การ “สัมภาษณ์งานไม่ผ่าน” มันไม่ใช่เรื่องของความรู้ความสามารถเลยครับ . บ่อยครั้ง มันเป็นเรื่องของมุมมอง ลักษณะนิสัย ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติครับ . ยกตัวอย่างเช่น . เราเป็นคนที่เต็มไปด้วยไอเดียใหม่ๆ มีความคิดสร้างสรรค์สูง ไม่ชอบความจำเจ กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด . แต่ถ้าองค์กรที่เราไปสมัครงานกำลังมองหา คนที่มีความเป็น team player สูง สามารถลงมือทำงานที่ได้รับมอบหมาย ได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง เคารพและ ให้ความสำคัญกับลำดับขั้นตำแหน่งในการทำงาน . …นั่นก็เท่ากับว่าเราไม่ใช่คนที่องค์กรกำลังมองหา . ต่อให้เราจะเก่งขนาดไหน แต่เราก็คือคนที่ “ไม่ใช่” สำหรับองค์กร . มันเหมือนกับเรื่องความรักความสัมพันธ์เลยนะครับ . หลายคนเป็นคนที่ profile ดูดี หน้าตาก็ดูดี ฐานะการเงินก็ดูดี . แต่พวกเขาก็สามารถถูกปฏิเสธ โดยที่คนที่พวกเขากำลังตามจีบได้ . …ถ้าพวกเขา “ไม่ตรงสเปค” หรือ “ไม่ใช่” สำหรับคนๆนั้น . ดังนั้น เวลาที่เราสัมภาษณ์งานไม่ผ่าน แทนที่เราจะรีบฟันธงว่า “ฉันเก่งไม่พอ ฉันดีไม่พอ” . เราอาจต้องพิจารณาด้วยนะครับว่า ที่เราไม่ผ่านการสัมภาษณ์นั้น จริงๆแล้ว มันอาจหมายความว่า เราเป็นคนที่ “ไม่ fit” องค์กร…ก็เป็นได้ . ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันอาจเป็น “เรื่องดี” ก็ได้นะครับ ที่เราสัมภาษณ์ไม่ผ่าน . ไม่อย่างนั้น เกิดเราเข้าไปทำงานในองค์กรขึ้นมาจริงๆ มันจะเป็นอะไรที่ทรมานกับเรามากเลยครับ . (ลองนึกดูนะครับว่า หากเราเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เต็มเปี่ยม แต่เราต้องทำงานอยู่ในองค์กรที่คาดหวังให้เรา “ทำตามคำสั่งให้เป๊ะ” มากกว่าที่จะ “คิดไอเดียใหม่ๆ” มันจะทรมานขนาดไหน) . กล่าวโดยสรุปก็คือ การสัมภาษณ์งานไม่ผ่าน มันอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเพียงอย่างเดียว . …มันอาจเป็น “ข่าวดี” สำหรับเราได้เช่นกันครับ . . . หากคุณกำลังรู้สึกว่าตัวเอง "ดีไม่พอ" หรือสูญเสียความมั่นใจจากการสัมภาษณ์งานไม่ผ่าน... คุณสามารถทัก Inbox เพื่อพูดคุยปรึกษาเชิงจิตวิทยา (Counseling) กับผมได้นะครับ . . . อ้างอิง Cable, D. M., & Judge, T. A. (1997). Interviewers' perceptions of person–organization fit and organizational selection decisions. Journal of Applied Psychology, 82(4), 546–561. Kristof-Brown, A. L. (2000). Perceived applicant fit: Distinguishing between recruiters' perceptions of person–job and person–organization fit. Personnel Psychology, 53(3), 643–671. Carless, S. A. (2005). Person-job fit versus person-organization fit as predictors of organizational attraction and job acceptance intentions: A longitudinal study. Journal of Occupational and Organizational Psychology, 78(3), 411–429. van Vianen, A. E. M. (2018). Person–environment fit: A review of its basic tenets. Annual Review of Organizational Psychology and Organizational Behavior, 5, 75–101.

journaling_our_journey
journaling_our_journey 4d

หลายคนเป็นคนที่รักและแคร์ครอบครัวมาก . …มากจนทำให้พวกเขารู้สึกปวดใจอย่างรุนแรง เวลาที่เห็นคนในครอบครัวเจอปัญหา . พวกเขาพยายามยื่นมือเข้าไปช่วยครอบครัว . แต่ในบางกรณี ไม่ว่าพวกเขาจะช่วยขนาดไหน ปัญหามันก็ไม่สามารถคลี่คลายได้ . …ส่งผลให้เราอาจทำบางอย่างที่ดู “ไร้หัวใจ” ลงไปได้ . ยกตัวอย่างเช่น . เรารักน้องของเรามาก . ทุกวันนี้ น้องคบอยู่กับแฟนที่นอกใจน้องเป็นประจำ . เราพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้น้องตัดใจจากแฟน . …แต่น้องก็ยังเลือกที่จะคบกับแฟนต่อ . เราพยายามที่จะคุยกับแฟนน้อง เพื่อหวังให้แฟนน้องหยุดนอกใจ . …แต่แฟนก็ยังคงเลือกที่จะนอกใจต่อไป . ทั้งหมดนี้ทำให้เราต้องเห็นน้องของเรา (ซึ่งเรารักมากๆ) เจ็บปวดวันแล้ววันเล่า . จนกระทั่งวันหนึ่ง เราตื่นขึ้นมา และเราอาจจะตัดสินใจว่า เราไม่สามารถทนเห็นภาพที่ น้องทุกข์ทรมานแบบนี้ได้อีกแล้ว . …เราก็เลยเลือกที่จะไม่ติดต่อพูดคุยกับน้องอีก . เพราะทุกครั้งที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับน้อง เราก็จะเห็นความเจ็บปวดของน้อง ซึ่งมันก็ทำให้เราเจ็บปวดไปด้วย . คนอื่นอาจจะมองว่าการตัดสินใจของเรา มันดูเหมือนว่าเรากำลังทอดทิ้งน้อง . …มันดูเหมือนกับว่าเราไม่แคร์น้อง ไม่รักน้อง ไม่สนใจไยดีน้อง . แต่จริงๆแล้ว ถ้าเราไม่ได้รักและแคร์น้องมากตั้งแต่แรก เราก็คงไม่เจ็บปวดกับสิ่งที่น้องเจอมากจน “ทนดูไม่ไหว” . เป็นต้น . ฉะนั้น ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า… . เราอย่าเพิ่งด่วนตัดสินคนอื่นว่า “ไร้หัวใจ” เลยครับ . เพราะจริงๆแล้ว พฤติกรรมที่ดู “ไร้หัวใจ” นั้น แท้ที่จริงแล้ว มันอาจสะท้อนว่า พวกเขาคือคนที่ “มีหัวใจ” อย่างเข้มข้นก็เป็นได้! . . . หากคุณกำลังรู้สึกเจ็บปวดกับการต้องเลือกเดินหันหลังให้คนที่รัก เพื่อรักษาตัวเองไว้... คุณสามารถทัก Inbox เพื่อพูดคุยปรึกษาเชิงจิตวิทยา (Counseling) กับผมได้นะครับ . . . อ้างอิง Batson, C. D., Fultz, J., & Schoenrade, P. A. (1987). Distress and empathy: Two qualitatively distinct vicarious emotions with different motivational consequences. Journal of Personality, 55(1), 19–39. Decety, J., & Lamm, C. (2006). Human empathy through the lens of social neuroscience. The Scientific World Journal, 6, 1146–1163. Figley, C. R. (Ed.). (1995). Compassion fatigue: Coping with secondary traumatic stress disorder in those who treat the traumatized. Brunner/Mazel.

journaling_our_journey
journaling_our_journey 6d

หลายคนรับบทเป็น “เดอะแบก” ให้กับคนใกล้ตัว (เช่น คนในครอบครัว คนในที่ทำงาน) . กล่าวคือ เมื่อไหร่ก็ตามที่คนใกล้ตัวติดขัดอะไรบางอย่าง และเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเมื่อไหร่ พวกเขาก็จะตอบตกลงและยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทุกครั้ง . การเป็น “เดอะแบก” มันเป็นอะไรที่เหนื่อยนะครับ . และสำหรับ “เดอะแบก” หลายคน บางครั้ง พวกเขาก็คิดอยู่ในใจเหมือนกันนะครับว่า . “ฉันอยากลาออกจากการเป็นเดอะแบกจัง” . มันชวนให้เกิดคำถามอยู่เหมือนกันนะครับว่า… . แล้วทำไมพวกเขาถึง ไม่หยุดเป็น “เดอะแบก” ล่ะ? . นั่นเป็นเพราะว่า พวกเขาหลายคน เป็น “คนที่แคร์คนอื่น” . พวกเขาสามารถปฏิเสธที่จะ ไม่ช่วยเหลือคนอื่นได้แหละครับ . แต่หัวใจของพวกเขาไม่อนุญาตให้พวกเขา say no ได้ . การเป็น “คนที่แคร์คนอื่น” นี้อาจดูเหมือน เป็น “คำสาป” ในสายตาของคนอื่นนะครับ . เพราะมันทำให้พวกเขามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า . แต่เชื่อไหมครับว่า “เดอะแบก” หลายคนไม่ได้มองสิ่งนี้เป็น “คำสาป”? . เชื่อไหมครับว่า “เดอะแบก” หลายคน มองความเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นนี้ ด้วยสายตาที่ภาคภูมิใจในตัวเอง? . เพราะความเหนื่อยล้าที่พวกเขาเผชิญนี้ มันไม่ได้ทำให้พวกเขากลายเป็น “คนไม่สนไม่แคร์” ได้สำเร็จ . มันสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขามีความแข็งแกร่ง มากพอที่จะไม่ยอมให้ความเหนื่อยล้า มันเปลี่ยนแปลง “ตัวตน” ของพวกเขาได้ . ชีวิตของพวกเขาอาจจะไม่ใช่ชีวิตที่สะดวกสบายก็จริง . แต่มันเป็นชีวิตที่พวกเขาสามารถ พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า “ไม่อายฟ้าดิน” แน่นอนครับ . . . หากหัวใจของคุณยังไม่อนุญาตให้หยุดแคร์คนอื่น แต่ความเหนื่อยล้าในใจมันเริ่มหนักเกินไป... คุณสามารถทัก Inbox เพื่อพูดคุยปรึกษาเชิงจิตวิทยา (Counseling) กับผมได้นะครับ . . . อ้างอิง Batson, C. D., Duncan, B. D., Ackerman, P., Buckley, T., & Birch, K. (1981). Is empathic emotion a source of altruistic motivation? Journal of Personality and Social Psychology, 40(2), 290–302. Aquino, K., & Reed, A. II. (2002). The self-importance of moral identity. Journal of Personality and Social Psychology, 83(6), 1423–1440. Martela, F., & Ryan, R. M. (2016). The benefits of benevolence: Basic psychological needs, beneficence, and the enhancement of well-being. Journal of Personality, 84(6), 750–764.

journaling_our_journey
journaling_our_journey 8d

เวลาที่ชีวิตเจอกับวิกฤตที่สร้าง ความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส (เช่น พบว่าสามี/ภรรยาของตัวเองนอกใจ) . …มันคือช่วงเวลาที่กระตุ้น ให้หลายคนหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “สิ่งที่สำคัญจริงๆในชีวิตฉันคืออะไรกันแน่?” . มันคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลายคน เปลี่ยนชีวิตตัวเองให้มีรูปร่าง หน้าตาแบบที่ต้องการมากขึ้น . (เช่น ในอดีต เคยอยากลาออกจากงาน และมาเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง แต่สามี/ภรรยาไม่เห็นด้วย หลังจากที่ได้พบหลักฐานการนอกใจ ก็ตัดสินใจลาออกจากงานในเดือนต่อมา) . มันทำให้หลายคนถึงกับบอกเลยว่า แม้พวกเขาจะไม่ได้อยากเจอกับวิกฤตในชีวิต แต่ในมุมหนึ่ง พวกเขาก็ขอบคุณวิกฤตนั้น เพราะมันเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้พวกเขา มีชีวิตที่พึงพอใจมากขึ้นในเวลาต่อมา . แต่สำหรับหลายๆกรณี เรื่องราวชีวิตพวกเขา มันไม่ได้จบแต่เพียงแค่นั้นครับ . พอพวกเขาเริ่ม happy กับ “ชีวิตใหม่” ของตัวเองไปได้สักพัก พวกเขาก็เริ่ม “ผ่อนคันเร่ง” และปล่อยให้ชีวิตของตัวเอง กลับไปเป็นเหมือนกับก่อนที่จะเจอวิกฤต . (เช่น พบว่าสามี/ภรรยานอกใจ ลาออกจากงานที่ตัวเองทำอยู่ แต่ก็ไม่ได้เริ่มทำธุรกิจส่วนตัวที่ฝันอยากจะทำ และในที่สุด ก็กลับไปทำงานประจำอีก) . มันเป็นอะไรที่ทั้งเข้าใจได้และ น่าเสียดายในเวลาเดียวกัน . มันเข้าใจได้ที่พวกเขาจะ “ผ่อนคันเร่ง” เพราะพวกเขา happy มากขึ้นแล้ว พวกเขาไม่ได้ทุกข์ทรมานใจเหมือน กับช่วงที่วิกฤตเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆแล้ว . …พวกเขาเลยอาจจะมองว่า การ “เหยียบคันเร่งไปต่อ” ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตนั้น มันไม่ได้มี “ความจำเป็น” อีกต่อไป . แต่ถ้าพวกเขาไม่ได้ตัดสินใจที่จะ “ผ่อนคันเร่ง” ล่ะ? . หากพวกเขาเลือกที่จะ “เหยียบคันเร่งไปต่อ” ชีวิตของพวกเขาก็คงจะกลายเป็น ชีวิตที่น่าพึงพอใจมากขึ้นไปอีก . …ซึ่งการมีชีวิตที่น่าพึงพอใจและ มีความหมายอย่างเต็มเปี่ยมนั้น มันสามารถทำหน้าที่เป็น “เกราะกำบัง” ที่ป้องกันไม่ให้วิกฤตชีวิตครั้งต่อไป สร้างความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงกับพวกเขาได้ . ฉะนั้น เราอย่าปล่อยให้ความสบายใจชั่วคราวหลังหมดมรสุม ทำให้วิกฤตครั้งนี้ผ่านไปอย่างสูญเปล่ากันเลยครับ . . . หากคุณพบว่าตัวเองกำลัง "ผ่อนคันเร่ง" แบบในบทความนี้อยู่ และอยากที่จะเปลี่ยนมา "เหยียบคันเร่ง" แทน คุณสามารถติดต่อเพื่อนัดหมายพูดคุยปรึกษาเชิงจิตวิทยา (counseling) กับผมได้ทาง Inbox นะครับ . . . อ้างอิง Tedeschi, R. G., & Calhoun, L. G. (2004). Target Article: "Posttraumatic Growth: Conceptual Foundations and Empirical Evidence". Psychological Inquiry, 15(1), 1–18. Park, C. L. (2010). Making sense of the meaning literature: An integrative review of meaning making and its effects on adjustment to stressful life events. Psychological Bulletin, 136(2), 257–301. Steger, M. F., Frazier, P., Oishi, S., & Kaler, M. (2006). The meaning in life questionnaire: Assessing the presence of and search for meaning in life. Journal of Counseling Psychology, 53(1), 80–93. Southwick, S. M., Bonanno, G. A., Masten, A. S., Panter-Brick, C., & Yehuda, R. (2014). Resilience definitions, theory, and challenges: Interdisciplinary perspectives. European Journal of Psychotraumatology, 5, Article 25338.

journaling_our_journey
journaling_our_journey 12d

หนึ่งในสิ่งที่น่าผิดหวังมากที่สุดสำหรับหลายๆคน คือการที่ “คนสำคัญ” ในชีวิตพวกเขา ไม่ยอมรับ “ตัวตนที่แท้จริง” ของพวกเขา . ยกตัวอย่างเช่น การที่พ่อแม่ไม่ยอมรับการตัดสินใจของเรา ที่จะไม่แต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกไว้ให้ (เพราะเราเป็น LGBTQ+) เป็นต้น . การไม่ยอมรับที่เกิดขึ้นนั้นอาจทำให้เรา รู้สึกผิดหวัง เสียใจ โดดเดี่ยว โกรธ ฯลฯ . ยิ่งถ้าเราพยายามสื่อสารความต้องการ ของเราให้ “คนสำคัญ” ฟังแล้ว แต่ “คนสำคัญ” เขาก็ยังคงเลือกที่จะไม่ฟังเราต่อไปอยู่ดีล่ะก็… . มันยิ่งเป็นอะไรที่น่าเจ็บปวดเข้าไปใหญ่ . “คนสำคัญ” เหล่านั้นคือคนที่เราหวัง ว่าจะยืนอยู่เคียงข้างเรา และ support การตัดสินใจของเรา . การที่เราต้องมา “ต่อสู้” กับ “คนสำคัญ” เพราะเราต้องการ “ยืนหยัด” ในการตัดสินใจของเรานั้น (เช่น “ยืนหยัด” ในการตัดสินใจว่า จะไม่แต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกไว้ให้ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเรากับพ่อแม่) มันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะเห็น . …มันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น …มันไม่ใช่สถานการณ์ที่ “อุดมคติ” …มันไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ . แต่อย่างน้อย การตัดสินใจที่จะ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” นั้น ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่เราสามารถรู้สึกภูมิใจในตัวเองได้ . เพราะมันคือสิ่งที่ช่วยย้ำเตือนให้เรารู้ได้ว่า แม้เราจะอยากให้ “คนสำคัญ” ยืนเคียงข้างเรา และแม้เราจะรู้สึกเจ็บปวดที่พวกเขาไม่ได้ยืนอยู่เคียงข้าง แต่อย่างน้อย เราก็ยังคงยืนเคียงข้างตัวเราอยู่ . …อย่างน้อย เราก็ไม่ได้ทอดทิ้งตัวเอง (แม้การตัดสินใจทอดทิ้งตัวเองจะทำให้เรา ไม่ต้องเจอแรงเสียดทานจาก “คนสำคัญ” ในชีวิตเราก็ตาม) . สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันน่าเจ็บปวดแหละครับ . แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เปิดเผยให้เรามองเห็น ชัดเจนมากขึ้นด้วยครับว่า ตัวเราเข้มแข็งขนาดไหน . เราอาจจะหลีกหนีความทุกข์ ทรมานที่เกิดขึ้นในชีวิตเราไม่ได้ แต่เราสามารถเลือกเป็นตัวเอง ในเวอร์ชั่นที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อเจอกับความยากลำบากในชีวิตของเราได้ครับ . . . 📬 หากการเลือกยืนเคียงข้างตัวเองในวันนี้ กำลังทำให้คุณต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและแรงเสียดทานรอบตัว... คุณสามารถทัก Inbox มานัดหมายรอบปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบส่วนตัว (Online Counseling) กับผมได้เสมอครับ . . . อ้างอิง Enderwitz, M., Morgan, V. R., Roberson, A. J., & Schanding, G. T., Jr. (2024). Perceived parental rejection as a predictor of psychological distress in LGBQ + adults and the moderating effects of self-acceptance of sexuality. LGBTQ+ Family: An Interdisciplinary Journal, 20(3), 171–189. Khaleque, A., & Rohner, R. P. (2002). Perceived parental acceptance-rejection and psychological adjustment: A meta-analysis of cross-cultural and intracultural studies. Journal of Marriage and Family, 64(1), 54–64. Hayes, S. C., Luoma, J., Bond, F. W., Masuda, A., & Lillis, J. (2016). Acceptance and commitment therapy: Model, processes, and outcomes. In S. C. Hayes (Ed.), The act in context: The canonical papers of Steven C. Hayes (pp. 249–279). Routledge/Taylor & Francis Group.

journaling_our_journey
journaling_our_journey 14d

หลายคนมีประสบการณ์สูญเสียคนที่รักไป . บางคนสูญเสียคุณยาย บางคนสูญเสียคุณพ่อ บางคนสูญเสียพี่สาว บางคนสูญเสียลูก บางคนสูญเสียเพื่อนสนิท บางคนสูญเสียภรรยา ฯลฯ . พวกเขารู้สึกเจ็บปวดกับการ สูญเสียที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก . มันเป็นความเจ็บปวดที่ทุกข์ทรมานนะครับ . แต่หลายคนก็ไม่อยากให้ความเจ็บปวดนี้สิ้นสุดลง . เพราะอะไร? . เพราะพวกเขามองว่า ถ้าพวกเขา “ปล่อยมือ” ความเจ็บปวดนี้ไป มันเหมือนกับพวกเขากำลัง “ปล่อยมือ” สิ่งที่ยึดโยงพวกเขากับคนที่พวกเขารักไปด้วย . พวกเขาสูญเสียคนที่พวกเขารักไปแล้ว . พวกเขาไม่อยากสูญเสียสิ่งที่ยึดโยงพวกเขากับคนที่พวกเขารักไปอีก . พวกเขามองว่า หากพวกเขา “ปล่อยมือ” ความเจ็บปวดไป พวกเขาก็จะไม่หลงเหลือ อะไรที่ยึดโยงพวกเขากับคนที่พวกเขารักอีกแล้ว . นี่คือเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้พวกเขา ยังคงยึดถือความเจ็บปวดไว้ในใจอย่างเหนียวแน่น . …แม้การทำเช่นนั้นจะสร้างความทุกข์ทรมานกับพวกเขาก็ตาม . มันเป็นความทุกข์ทรมานที่พวกเขาอ้าแขนต้อนรับ . เพราะนี่คือ “หลักฐาน” สายใย ความรักที่พวกเขามีกับคนที่พวกเขารัก . นี่คือ “คุณค่า” หรือ “ความหมาย” ของความเจ็บปวดที่พวกเขาเก็บไว้ในใจครับ . มันเหมือนกับคำพูดของตัวละครในภาพยนตร์ Harry Potter and the Prisoner of Azkaban ที่กล่าวไว้ว่า… . “The ones that love us never really leave us. You can always find them... in here.” . “คนที่รักเขาไม่ได้จากเราไปจริงๆ เราสามารถพบพวกเขาได้ในใจของเราเสมอ” . . . 📬 หากบาดแผลจากการสูญเสียยังคงสร้างความทุกข์ทรมาน และคุณต้องการพื้นที่ปลอดภัยในการประคองความเศร้าและเรียนรู้ที่จะโอบกอดความทรงจำอย่างมั่นคง... คุณสามารถทัก Inbox มานัดหมายรอบปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบส่วนตัว (Online Counseling) กับผมได้เสมอครับ . . . อ้างอิง Klass, D., Silverman, P. R., & Nickman, S. L. (Eds.). (1996). Continuing bonds: New understandings of grief. Taylor & Francis. Field, N. P., Gao, B., & Paderna, L. (2005). Continuing bonds in bereavement: An attachment theory based perspective. Death Studies, 29(4), 277–299. Root, B. L., & Exline, J. J. (2014). The role of continuing bonds in coping with grief: Overview and future directions. Death Studies, 38(1), 1–8.

Welcome to journaling_our_journey spacestr profile!

About Me

ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

Interests

  • No interests listed.

Videos

Music

My store is coming soon!

Friends