spacestr

🔔 This profile hasn't been claimed yet. If this is your Nostr profile, you can claim it.

Edit
journaling_our_journey
Member since: 2025-01-09
journaling_our_journey
journaling_our_journey 1h

หนึ่งในความเข้าใจผิด ที่หลายคนมีเกี่ยวกับ ชาว introvert ก็คือ… . ชาว introvert ไม่ต้องการสังคม ชาว introvert ไม่แคร์เรื่องความสัมพันธ์ . แต่ในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคน (ไม่ว่าจะ introvert หรือไม่ก็ตาม) ล้วนต้องการสิ่งเหล่านี้กันทั้งนั้น . ใช่แล้วครับ ต่อให้เป็นชาว introvert พวกเขาก็รู้สึกเหงาได้ครับ . เพียงแค่ว่า เวลาที่ชาว introvert “เข้าสังคม” พวกเขาจะชอบมีปฏิสัมพันธ์แบบ 1-1 หรือไม่ก็กลุ่มคนเล็กๆ 2-3 คน (ไม่ใช่กลุ่มคนขนาดใหญ่) เท่านั้น . เพราะเวลาที่ชาว introvert มีปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มใหญ่ๆ มันจะดูดพลังงานพวกเขา ส่งผลให้พวกเขา “แบตหมด” ได้ง่าย . นอกจากนี้ ชาว introvert หลายคน ยังชอบมี deep talk เวลามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ดังนั้น การพูดคุยแบบ 1-1 (หรือกลุ่มคนเล็กๆ) มันจึงเปิดโอกาสให้เกิด deep talk ได้มากกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่อยู่ในกลุ่มคนใหญ่ๆ . กล่าวโดยสรุปก็คือ… . ชาว introvert ไม่ได้ anti สังคม หรือไม่แคร์ความสัมพันธ์ พวกเขาเพียงแค่อยากที่จะได้ มีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบ ที่พวกเขาชอบเท่านั้นเองครับ อ้างอิง https://doi.org/10.33790/jmhsb1100188 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34574777/ https://doi.org/10.1177/20551029231184034 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 2d

คุณผู้อ่านเคยพยายามควบคุม ความคิดของตัวเองไหมครับ? . หลายคนเคยครับ . สิ่งที่พวกเขาค้นพบก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามขนาดไหน มันจะมีบางความคิดที่พวกเขา ไม่สามารถ “ออกคำสั่ง” ให้มันหยุดปรากฏขึ้นมาในใจได้เลย . …โดยเฉพาะความคิด “ติดลบ” เช่น “ฉันมันไม่ได้เรื่อง” เป็นต้น . มันทำให้พวกเขาเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำยังไงความคิด “ติดลบ” เหล่านี้ถึงจะหายไปได้? . มันเป็นคำถามที่สะท้อนถึง ความต้องการที่จะควบคุม ความคิดของตัวเองโดยตรง . แต่ผมมองว่า ความคิด “ติดลบ” เหล่านี้ มันมีชีวิตเป็นของตัวเองครับ . มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะ “ออกคำสั่ง” ให้หายไป เหมือนเวลาที่เรา กดปุ่มรีโมทเปิด-ปิดทีวีได้ . อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะ “ออกคำสั่ง” ความคิด “ติดลบ” ของเราไม่ได้ แต่เรายังทำบางอย่างเพื่อลดอิทธิพล ของความคิด “ติดลบ” ในใจเราได้ . …มันคือการลงมือทำในสิ่งที่ “ท้าทาย” ความคิด “ติดลบ” ของเราครับ . ยกตัวอย่างเช่น . ในใจเรามีความคิดว่า “ไม่ต้องเตรียมตัวหรอก ต่อให้เตรียมตัวดีแค่ไหน ผลการสอบของฉัน ก็จะไม่ได้เรื่องอยู่ดี” . ความคิดดังกล่าวโน้มน้าวให้เรา ยอมแพ้และหยุดเตรียมตัวสอบ . อย่างไรก็ตาม หากเราตัดสินใจที่จะ “ท้าทาย” ความคิดดังกล่าวด้วยการเดินหน้า ลงมือเตรียมตัวสอบอย่างต่อเนื่อง… . ในเบื้องต้น ความคิด “ติดลบ” นั้น มันอาจไม่ได้หายไปจากใจเราก็จริง แต่ในที่สุด พอผลการสอบออกมา “ได้เรื่อง” มันก็จะทำให้ความคิดดังกล่าว มี “น้ำหนัก” ในใจเราน้อยลงได้ . หรือต่อให้ผลการจะไม่ได้ออกมาสวยงาม แต่การตัดสินใจที่จะเตรียมตัวสอบ ก็ถือเป็นการ “ไม่ยอมจำนน” และ “ยืนหยัด” ต่อเสียงของความคิด “ติดลบ” ในใจเราแล้ว . กล่าวโดยสรุปก็คือ เราอาจไม่สามารถ “ออกคำสั่ง” ให้ความคิด “ติดลบ” หายไปจากใจเราได้ แต่เราสามารถ take action เพื่อ “ท้าทาย” ความคิดดังกล่าวให้มีอิทธิพลในใจเราน้อยลงได้ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.brat.2005.06.006 https://doi.org/10.1037//0022-3514.53.1.5 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 4d

“ฉันทำไม่ได้” . เวลาที่เราพูดประโยคนี้ออกมา มันมีความหมายว่าอะไร? . มันหมายความว่าเราทำไม่ได้จริงๆ หรือว่าเราเลือกที่จะไม่ทำมากกว่า? . บ่อยครั้ง มันคือกรณีหลังครับ . แต่เราใช้คำว่า “ฉันทำไม่ได้” เพราะมันฟังดูนุ่มนวลกว่า . …โดยเฉพาะเวลาที่เราสื่อสาร/ปฏิเสธคนอื่น . ยกตัวอย่างเช่น . เพื่อนร่วมงานขอความช่วยเหลือจากเรา และเราก็ปฏิเสธเขาด้วยการพูดว่า เราทำสิ่งที่เขาร้องขอไม่ได้ (แทนการบอกว่าเราตัดสินใจที่จะไม่ช่วยเขา) . เป็นต้น . แต่ในขณะเดียวกัน การทำแบบนี้มันคือการโกหก . คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าเราโกหกก็จริง แต่มันก็ยังเป็นการโกหกอยู่ดี . หลายคนอาจมองว่า การโกหกในลักษณะนี้ มันไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไร . หลายคนอาจมองว่า การโกหกในลักษณะนี้ มันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ . แต่มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้ สร้างความเสียหายใดใดจริงหรือ? . เราอาจคิดว่า ต่อให้เราจะโกหกจริง แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่รู้ว่าเราโกหก ความเสียหายก็จะไม่เกิดขึ้นอยู่ดี . อย่างไรก็ตาม ต่อให้อีกฝ่ายจะไม่รู้ว่าเราโกหก แต่ก็ยังมีอยู่ 1 คนที่รู้ . …คนๆนั้นคือตัวเราเอง . เรารู้ว่าตัวเองกำลังโกหกอยู่ . …และมันเป็นคำโกหกที่สะท้อนการ “โยนความรับผิดชอบ” ของตัวเรา . เพราะแทนที่เราจะยืดอกรับตรงๆว่า “ฉันเลือกที่จะไม่ทำ” เราเลี่ยงไปใช้คำว่า “ฉันทำไม่ได้” แทน . จะเกิดอะไรขึ้นกับเรา ถ้าเรา “โยนความรับผิดชอบ” ลักษณะนี้บ่อยๆเข้า? . เราจะคุ้นชินกับการไม่รับผิดชอบ ในคำพูดและการกระทำของตัวเอง . …ซึ่งความคุ้นชินนี้สามารถ กลายเป็นนิสัยติดตัวเรา . …และนิสัยดังกล่าวก็สามารถ กำหนด “โชคชะตา” ชีวิตเราได้ในที่สุด . ดังนั้น ต่อให้มันจะดูเล็กน้อยหรือไม่เสียหาย แต่การใช้คำว่า “ฉันทำไม่ได้” (โดยที่ไม่ได้หมายความตามนั้นจริงๆ) ก็เป็นสิ่งที่ควรต้องระมัดระวังอยู่ดีครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1111/j.1467-6494.1990.tb00237.x https://doi.org/10.1037//0022-006x.64.6.1152 https://doi.org/10.1017/s0140525x10001354 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 6d

คุณเคยตัดสินใจเรื่องบางเรื่อง โดยใช้ความรู้สึก “นำทาง” ไหมครับ? . ยกตัวอย่างเช่น . มีคนรู้จักชวนคุณมาทำธุรกิจด้วยกัน คุณฟังคำชวนและคุณรู้สึกดี คุณก็เลยตัดสินใจว่า คุณจะตกลงทำธุรกิจกับเขาคนนั้น . เป็นต้น . คำถามสำคัญคือ… . ความรู้สึกของเราจะพาเราไป “ถูกทาง” หรือ “หลงทาง” กันแน่? . มันปฏิเสธไม่ได้จริงๆครับว่า ในหลายๆโอกาส ความรู้สึกจะพาเรา “หลงทาง” ครับ . อย่างกรณีของตัวอย่าง “คนรู้จักชวนทำธุรกิจ” ในข้างต้น… . ความรู้สึกดีของเรานั้น เราอาจคิดว่ามันเป็นเพราะ ไอเดียธุรกิจที่คนรู้จักชวนทำเป็นไอเดียที่ดี . แต่จริงๆแล้ว ความรู้สึกดีๆนั้น อาจมีสาเหตุจากอย่างอื่นได้ . (เช่น ระหว่างที่คุยธุรกิจกับคนรู้จักนั้น เราได้มีโอกาสทานอาหารที่รสชาติถูกปาก ส่งผลให้เรารู้สึกดี และความรู้สึกดังกล่าว ก็ผลักดันให้เราตอบตกลงทำธุรกิจได้) . ดังนั้น ถ้าเราต้องการป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเช่นนี้ สิ่งที่เราสามารถทำได้คือการไม่รีบด่วนตัดสิน (ไม่ว่าความรู้สึกเราจะชัดเจนแค่ไหนก็ตาม) . …และหยิบเรื่องดังกล่าวมาตัดสินใจอีกทีในบริบทอื่นที่ต่างจากเดิม . (เช่น คุยธุรกิจอีกรอบ โดยที่ไม่มีการทาน อาหารระหว่างที่พูดคุยกัน และเช็คกับตัวเอง ว่ายังคง “รู้สึกดี” ที่จะตอบตกลงทำธุรกิจอยู่ไหม) . ถ้าใจเรายังคงรู้สึกเหมือนเดิม (แม้จะอยู่ในบริบทที่เปลี่ยนไป) มันเป็นไปได้ครับว่า ความรู้สึกของเราไม่ได้กำลังพาเรา “หลงทาง” ครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.45.3.513 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0037031 https://doi.org/10.1080/026999300402763 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 8d

เวลาที่คนใกล้ตัวกำลังทุกข์ใจ และเราอยากที่จะ support เขา …เราช่วยเขาด้วยการทำอะไร? . อยู่เป็นเพื่อนคอยรับฟัง? ให้คำแนะนำ? ลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยเหลือ? . 3 แนวทางการ support ในข้างต้น ถือเป็นแนวทางการช่วยเหลือที่ “ถูก” . …และพวกมันก็เป็นแนวทางการช่วยเหลือที่ “ผิด” ด้วย! . เพราะเวลาที่คนเรากำลังทุกข์ใจอยู่นั้น เราแต่ละคนจะอยากได้รับการ support ที่แตกต่างกัน . บางคนอยากได้คนที่พร้อมจะรับฟัง บางคนอยากได้รับคำแนะนำ บางคนอยากได้คนที่พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วยทำอะไรบางอย่างให้ . อันที่จริง ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นก็ได้ครับ ตัวเราเองก็อยากได้รับการ support ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่า ณ ตอนนั้น เราต้องการได้อะไร . บางครั้ง เราก็อยากมีคนคอยรับฟัง บางครั้ง เราก็อยากได้รับคำชี้แนะ บางครั้ง เราก็อยากให้คนอื่นทำบางอย่างให้เรา . ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัวกำลังทุกข์ใจ ก่อนที่เราจะตัดสินใจเข้าไป support สิ่งที่เราควรทำเป็นอันดับแรก คือการสอบถามเจ้าทุกข์ให้ชัดเจนก่อนว่า… . ณ ตอนนี้ เจ้าทุกข์อยากได้ support ในรูปแบบไหน? . ไม่อย่างนั้น เราจะ support ในรูปแบบ ที่ไม่ได้ match กับความต้องการของเจ้าทุกข์… . และมันมีโอกาสที่จะทำให้ support นั้น “เสียเปล่า” ได้ . (ยกตัวอย่างเช่น . เรากำลังเครียดกับเรื่องงานและ เราอยากพูดระบายให้ใครสักคนฟัง แต่คนๆนั้นกลับรีบคำแนะนำว่า เราควรจะจัดการกับปัญหาเรื่องงานอย่างไรบ้าง . พอเราเจอแบบนี้ นอกจากเราจะไม่ได้รู้สึกดีขึ้นแล้ว เรายังอาจจะรู้สึกหงุดหงิดใจ กับคนที่ให้คำแนะนำกับเราอีกด้วย!) อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1990-97699-013 https://doi.org/10.1037/0021-9010.88.2.324 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0023477 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 12d

ในเรื่องของความสัมพันธ์ หลายคนจะยึดหลัก “Kill with kindness” . กล่าวคือ ต่อให้อีกฝ่ายจะมีพฤติกรรม “ล้ำเส้น” ขนาดไหน (เช่น ใช้คำพูดต่อว่าดูถูกเหยียดหยาม) พวกเขาก็ยังคง “ใจดี” กับอีกฝ่ายไปเรื่อยๆ . เพราะพวกเขาเชื่อว่าความ “ใจดี” จะเป็นเหมือนกับไฟที่ละเลยน้ำแข็งในใจอีกฝ่าย ส่งผลให้อีกฝ่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาได้ในที่สุด . หลัก “Kill with kindness” อาจ ใช้ได้กับหลายคนก็จริง แต่มันใช้ไม่ได้กับทุกคนครับ . เพราะสำหรับบางคน ความ “ใจดี” ที่แสดงออกนั้น มันไม่ต่างอะไรกับการเปิดช่องให้คนเหล่านี้ ฉวยโอกาสที่จะ “ล้ำเส้น” ต่อเนื่องแบบลอยนวล . ด้วยเหตุนี้ “Kill with kindness” เพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ . …โดยเฉพาะถ้ามันเป็นความ “ใจดี” แบบไม่มีขอบเขตครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2010-25204-015 https://doi.org/10.1111/j.1467-8624.1995.tb00900.x https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/B978-012134645-4/50031-7 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 14d

“หนังกับชีวิตจริง…มันไม่เหมือนกัน” . ประโยคนี้ใช้ได้กับเรื่องความรัก ความสัมพันธ์พอสมควรเลยครับ . เพราะความรักความสัมพันธ์ที่ถูก ฉายภาพในหนังหลายๆเรื่อง ไม่ใช่ “ต้นแบบ” ของความรัก ความสัมพันธ์ที่ healthy เท่าไหร่นัก . เพราะหนังหลายเรื่องจะฉายภาพ ความรักที่เต็มไปด้วย ความไม่แน่นอน ความตื่นเต้น ความขัดแย้ง . มันเป็นภาพความรักที่ “ขายได้” แต่มันไม่ใช่ภาพความรักที่ healthy . ถ้าเรายึดความรักในหนังหลายๆเรื่อง เป็น “ต้นแบบ” ของความรักที่เรา มองหาในความสัมพันธ์ส่วนตัวของเรา . …เราก็จะมองหาความรักที่เต็มไปด้วย ความตื่นเต้น ความไม่แน่นอน และคำถามว่า “ตกลงเธอชอบฉันไหมนะ” . สิ่งที่เรามองหานี้…มันมีอยู่ในความรักความสัมพันธ์ก็จริง . แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะจางลง . ดังนั้น หากเราคาดหวังให้ความรัก ความสัมพันธ์ของเราเป็น “เหมือนในหนัง” เราอาจจะสมหวังในช่วงแรกๆก็จริง แต่พอวันเวลาผ่านไปสักพัก ความสมหวังก็จะเปลี่ยนเป็นความผิดหวังในที่สุด . ซึ่งถ้าเรายึดหนังเป็น “ต้นแบบ” มากๆ เราก็อาจตัดสินใจว่า “อ๋อ แสดงว่านี่ไม่ใช่ความรักที่ดี งั้นฉันเลิกและไปหาคนใหม่ดีกว่า” . …ส่งผลให้เรากลายเป็นคนที่ เจอแต่ความรักที่ “น่าผิดหวัง” ไปหมดได้ . มันคงน่าเศร้าเหมือนกันนะครับ หากความรักในชีวิตเราจะเต็มไปด้วย ความ “น่าผิดหวัง” เพียงเพราะ เรายึดความรักในเป็น “ต้นแบบ” . และมันคงยิ่งจะน่าเศร้าเข้าไปอีกครับ หากเราไม่ได้กำลังมองหาความรัก แต่มองหาเพียงแค่ความรู้สึกแบบที่พบได้ในหนังเท่านั้นครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2006-04132-012 https://psycnet.apa.org/record/2012-32735-009 https://doi.org/10.1080/03637751.2013.776697 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 15d

หลายคนกลัวความล้มเหลว . มันผลักดันให้พวกเขาทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อที่จะคว้าความสำเร็จให้มาอยู่ในมือให้ได้ . เพราะพวกเขามองว่า หากพวกเขามีความสำเร็จอยู่ในมือ มันจะทำให้ความกลัวในใจลดความเข้มข้นลง . แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จแค่ไหน ความกลัวก็ยังคงอยู่ในใจพวกเขาอยู่ดี . ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น? . เพราะการพยายามไขว่คว้า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น มันคือความพยายามในการวิ่งหนี จากความกลัวล้มเหลวในใจเรา . เราอาจวิ่งหนีจากความล้มเหลว (ในบางเรื่อง) ได้ก็จริง แต่เราไม่ สามารถวิ่งหนีจากความกลัวในใจเราได้ . สิ่งเดียวที่เราทำได้คือการเผชิญหน้า และยอมรับความกลัวของตัวเอง . ยอมรับว่าเรากลัวที่จะล้มเหลว ยอมรับว่าใจเราไม่อยากเจอความล้มเหลว ยอมรับว่าที่ผ่านมา เราเคยล้มเหลว ฯลฯ . การยอมรับความกลัวของตัวเอง อาจไม่ได้ทำให้ความกลัวของเราหายไปก็จริง . แต่มันจะช่วยให้เรารับมือกับมันได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับกรณีที่เราไม่ได้ยอมรับมันครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037//0022-006x.64.6.1152 https://doi.org/10.1037/0033-295x.101.1.34 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.72.1.218 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 19d

เวลาที่เรากำลังทุกข์ใจ หลายคนจะอยากมีใครสักคน ที่สามารถพูดคุยปรับทุกข์ได้ . “ใครสักคน” ที่ว่านี้อาจจะเป็น พ่อแม่ พี่น้อง เพื่อนสนิท แฟน ฯลฯ . อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะ “พูดคุย” ปรับทุกข์ . เพราะทุกวันนี้ หลายคนเลือก ที่จะ “พิมพ์คุย” ปรับทุกข์มากกว่า . เพราะพวกเขามองว่า การ “พิมพ์คุย” มันง่ายกว่า สะดวกกว่า . อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า เราควรเลือก “พิมพ์คุย” ปรับทุกข์เสมอไป . เพราะหลายครั้ง เราจะพบว่า ต่อให้เราจะ “พิมพ์คุย” ไปแล้ว แต่มันก็ยังไม่ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นเท่าไหร่นัก . นั่นเป็นเพราะว่า เวลาที่เรา “พิมพ์คุย” กับใครสักคน เราอาจเห็น “เนื้อหา” ที่คุยกันก็จริง แต่เราจะไม่เห็นสีหน้าท่าทาง ไม่ได้ยินน้ำเสียงของเขา (เหมือนกรณีที่เรา “พูดคุย”) . สิ่งที่ไม่ใช่ “เนื้อหา” เหล่านี้ สามารถส่งผลต่อร่างกายของเรา รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นได้ . ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องเลือกระหว่าง ปรับทุกข์ด้วยการ “พูดคุย” กับ ปรับทุกข์ด้วยการ “พิมพ์คุย” ล่ะก็ การปรับทุกข์ด้วยการ “พูดคุย” มักจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้มากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1098/rspb.2010.0567 https://doi.org/10.1016/j.chb.2011.03.008 https://doi.org/10.1080/03637751.2015.1019530 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr
journaling_our_journey
journaling_our_journey 21d

เวลาที่หลายคนต้องการเลิกกับแฟน พวกเขาจะใช้วิธี ghosting . มันคือการที่พวกเขาหายไปจาก ชีวิตของแฟนโดยที่ ไม่ได้บอกลาอะไรแม้แต่คำเดียว . พวกเขาตัดสินใจเลิกกับแฟนแบบนี้ เพราะพวกเขามองว่า มันน่าจะช่วยให้ แฟนทำใจได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับ การที่พวกเขาพูดกับแฟนชัดๆว่า “เราเลิกกันเถอะ” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลิกด้วยวิธี ghosting ไม่ได้ช่วยให้แฟนทำใจ ได้ง่ายกว่าขนาดนั้นครับ . เพราะเวลาที่แฟนถูก ghost พวกเขาไม่เพียงแค่รู้สึกเจ็บปวด ที่ความสัมพันธ์จบลงเท่านั้น แต่พวกเขายังรู้สึกสับสนอีกด้วย . สับสนว่า… . มันเกิดอะไรขึ้น? นี่คือการเลิกกันหรือแค่ห่างกันชั่วคราว? อะไรที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้ไปกันต่อไม่ได้? ฯลฯ . ความสับสนเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น หากเราบอกกับแฟนชัดๆว่า “เราเลิกกันเถอะ” และใช้เวลาพูดคุยกับแฟน (และตอบคำถามที่แฟนอาจจะมี) ให้ชัดเจน . แน่นอนครับว่าแฟนอาจจะยังคง รู้สึกเจ็บปวดอยู่ก็จริง แต่อย่างน้อย มันจะเป็นเพียงแค่ความเจ็บปวด ที่ไม่มีความสับสนมาเจือปนครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2009-12071-023 https://doi.org/10.3389/fpsyg.2016.01570 https://doi.org/10.1177/0276236618820519 #จิตวิทยา #siamstr

#จิตวิทยา #siamstr

Welcome to journaling_our_journey spacestr profile!

About Me

ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ

Interests

  • No interests listed.

Videos

Music

My store is coming soon!

Friends