รู้สึกกันบ้างไหมครับว่า โดยเฉพาะวงการขนม ว่าทุกวันนี้เริ่มมีขนมแบบห่อละคำเดียวมากขึ้นเรื่อยๆ ผมสังเกตในร้านสะดวกซื้อบ่อยๆ ของกินหลายอย่างยังขายราคาเดิม แต่ปริมาณกลับลดลงจนแทบสังเกตได้ด้วยตาเปล่า ขณะเดียวกันก็มีสินค้าอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังคงขนาดเท่าเดิม แต่คุณภาพของวัตถุดิบกลับไม่เหมือนเดิม อย่างที่เราเคยคุยกันเรื่องไอศกรีมซึ่งบางยี่ห้อค่อยๆ ลดสัดส่วนนม เพิ่มส่วนผสมราคาถูก หรือหรือแม้แต่ในร้านอาหารตามสั่งราคาประหยัดที่เริ่มมีการใช้หมูและไก่สับผสมกัน แต่ยังเรียกเมนูนั้นว่าหมูสับเหมือนเดิม แน่นอนว่าบางกรณีอาจเป็นเรื่องของการจงใจลดต้นทุนจนเกินขอบเขตหรือผิดจรรยาทางธุรกิจ เช่น การที่ขนาดของบรรจุภัณฑ์ภายนอก (Packaging) ถูกจงใจทำให้ดูใหญ่เท่าเดิม ทั้งที่สินค้าภายในกลวงหรือลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Slack-fill) แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกและส่งผลต่อผู้ผลิตแทบทุกอุตสาหกรรม วันนี้เราอยากชวนมาทำความรู้จักกับสองคำที่อธิบายสิ่งเหล่านี้ได้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ Shrinkflation และ Skimpflation สองรูปแบบของเงินเฟ้อที่หลายคนกำลังเจออยู่ทุกวัน โดยเราอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีชื่อเรียกกับเขาด้วย Shrinkflation เป็นคำที่เกิดจากการนำคำว่า Shrink ซึ่งแปลว่าหดตัว มารวมกับ Inflation หรือเงินเฟ้อ หมายถึงการที่สินค้ามีปริมาณลดลง แต่ราคายังคงเดิม หรือเพิ่มขึ้นน้อยกว่าที่ควรจะเป็น จนผู้บริโภคจำนวนมากไม่ทันสังเกตเห็นในทันที ขนมถุงเดิมที่เคยมี 60 กรัมอาจเหลือ 50 กรัม เครื่องดื่มลดปริมาณลง 10 กรัม กาแฟซองเดิมอาจเหลือจำนวนซองน้อยลง หรือไอศกรีมกล่องเดิมอาจมีปริมาตรลดลง แม้หน้าตาของสินค้าและราคาบนชั้นวางจะดูใกล้เคียงกับเดิมก็ตาม Shrinkflation เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด ถึงขนาดที่ธนาคารกลาง นักเศรษฐศาสตร์ สำนักงานสถิติ และสื่อกระแสหลักทั่วโลกใช้คำนี้เป็นปกติ เช่น ธนาคารกลางยุโรป (ECB), สำนักงานสถิติแห่งสหราชอาณาจักร (ONS), BBC, Reuters, The Economist และอีกจำนวนมาก แต่ในบางกรณี ผู้ผลิตมีความจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Shrinkflation เนื่องจากข้อจำกัดทางจิตวิทยาของแทคติกราคาขายปลีกที่ลงตัว(Magic Price Points) ซึ่งหากปรับราคาขึ้นเพียงเล็กน้อย อาจกระทบต่อยอดขายอย่างรุนแรง สินค้าบางประเภทมีความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา (Price Elasticity of Demand) สูงมาก เช่น ขนมห่อละ 20 บาท หากปรับราคาขึ้นเป็น 22 บาทเพื่อรักษาปริมาณ อาจทำให้ผู้บริโภคหยุดซื้อทันที Skimpflation เป็นคำที่ใหม่กว่า เกิดจากคำว่า Skimp ที่หมายถึงการลดทอนคุณภาพหรือประหยัดต้นทุนจนเกินไป เมื่อนำมารวมกับ Inflation จึงหมายถึงภาวะที่สินค้ายังมีขนาดเท่าเดิม ราคาพอๆ เดิม แต่คุณภาพของสิ่งที่อยู่ภายในลดลง วัตถุดิบที่เคยใช้เนยแท้อาจเปลี่ยนเป็นไขมันพืช หรือมาการีน ไอศกรีมลดการใช้ครีมนมเพิ่มสารเติมแต่งแทน เนื้อสัตว์ในอาหารสำเร็จรูปอาจลดลง โรงแรมอาจลดจำนวนพนักงาน บริการลูกค้าอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติเช่นร้านอาหารที่กดสั่งจากหน้าจอแล้วเดินไปรับเอง ในทางเทคนิคแล้วผู้บริโภคยังซื้อสินค้าเดิมอยู่ แต่สิ่งที่ได้รับกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือ ราคาที่เราจ่ายอาจไม่ได้ลดลงเลยแต่สิ่งที่ได้รับกลับลดลงทีละนิด ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ของ Skimpflation คือมันเป็นตัวแปรที่หน่วยงานรัฐและสำนักงานสถิติแทบจะนำไปคำนวณในตัวเลขเงินเฟ้อทางการ (CPI) ได้ยากมาก ทำให้มันกลายเป็นเงินเฟ้อแฝงที่แท้จริง และหลายครั้งเป็นการทำให้เราต้องยอมรับเงินเฟ้อในรูปแบบคุณภาพอาหารลดลงหรือวัตถุดิบทดแทนไปโดยปริยาย หน่วยงานสถิติสามารถตรวจจับน้ำหนักที่หายไป (Shrinkflation) ได้ง่ายกว่าการตรวจจับว่าช็อกโกแลตใช้โกโก้บัตเตอร์น้อยลง หรือโรงแรมลดการทำความสะอาดห้องพัก หน่วยงานสถิติในหลายประเทศ (เช่น BLS ของสหรัฐฯ) มีความพยายามใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Hedonic Quality Adjustment เพื่อปรับค่าคุณภาพสินค้าที่เปลี่ยนไป (เช่น รถยนต์ หรือคอมพิวเตอร์) เพียงแต่วิธีนี้ "แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย" ที่จะนำมาใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภครายวันหรือบริการได้อย่างครอบคลุม สิ่งที่น่าสนใจคือทั้ง Shrinkflation และ Skimpflation ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ด้านต้นทุนเท่านั้น แต่ยังอาศัยหลักจิตวิทยาผู้บริโภคอย่างแยบยลอีกด้วย มนุษย์ส่วนใหญ่มักจดจำราคามากกว่าปริมาณ และจดจำปริมาณมากกว่าคุณภาพที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย สมองของเรามีแนวโน้มใช้สิ่งที่เห็นง่ายที่สุดเป็นจุดอ้างอิงในการตัดสินใจ เมื่อเห็นว่าขนมยังราคา 20 บาท เราจะรู้สึกว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม แม้ว่าน้ำหนักจะลดลง 15-20% ก็ตาม นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์ลักษณะนี้ว่า Reference Point Bias หรือการยึดติดกับจุดอ้างอิงเดิม และผู้บริโภคส่วนใหญ่มักใช้ “ราคา” เป็นจุดอ้างอิงหลัก นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่เรียกว่า Cognitive Load หรือภาระในการประมวลผลข้อมูล ทุกครั้งที่เราเดินเข้าร้านค้า การเปรียบเทียบราคาต่อกรัม ราคาต่อมิลลิลิตร การตรวจสอบสูตรใหม่ สูตรเก่า หรือการเปรียบเทียบคุณภาพวัตถุดิบ ล้วนต้องใช้เวลาและพลังงานทางความคิด มนุษย์จึงมักเลือกทางลัดด้วยการซื้อสิ่งที่คุ้นเคยแทนการตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมด ผู้ผลิตจำนวนมากเข้าใจพฤติกรรมนี้ดี จึงรู้ว่าการลดปริมาณลงเล็กน้อยมักสร้างแรงต่อต้านน้อยกว่าการขึ้นราคาตรงๆ ปัญหาคือแม้ผู้บริโภคจะสังเกตเห็น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีทางเลือกมากนัก หากผู้ผลิตทั้งอุตสาหกรรมกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าวัตถุดิบ ค่าพลังงาน ค่าขนส่ง หรือค่าแรง การลดปริมาณและลดคุณภาพมักเกิดขึ้นทั่วทั้งตลาดพร้อมกัน สุดท้ายผู้บริโภคอาจรู้ว่าของชิ้นนี้ไม่คุ้มค่าเหมือนเดิม แต่เมื่อมองไปที่แบรนด์คู่แข่งก็พบว่ากำลังทำสิ่งเดียวกัน ผลลัพธ์ที่มักถูกมองข้ามคือ ต้นทุนไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ถูกย้ายจากผู้ผลิตมาสู่ผู้บริโภคในรูปแบบใหม่ แทนที่จะจ่ายเงินเพิ่มโดยตรง ผู้บริโภคกลับต้องจ่ายด้วยเวลา ความสนใจ และความพยายามในการค้นหาทางเลือกที่ดีที่สุด ต้องอ่านฉลากมากขึ้น เปรียบเทียบมากขึ้น เดินหาร้านมากขึ้น หรือบางครั้งต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อทั้งหมด สิ่งเหล่านี้คือ “ต้นทุนการค้นหา” หรือ Search Cost ในทางเศรษฐศาสตร์ ในโลกที่เต็มไปด้วย Shrinkflation และ Skimpflation คนที่ไม่สังเกตอาจจ่ายแพงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ส่วนคนที่สังเกตก็ต้องเสียเวลาและพลังงานเพื่อหลีกเลี่ยงมันอยู่ดี ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผู้บริโภคก็เป็นฝ่ายรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น เพียงแต่ต้นทุนนั้นไม่ได้มาในรูปของตัวเลขบนป้ายราคา การดูแค่ป้ายราคาอาจไม่พออีกต่อไป เราต้องดูทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ราคา ปริมาณ คุณภาพและที่สำคัญที่สุดคือการฝึกสังเกต 'ราคาต่อหน่วย' (Unit Pricing เช่น ราคาต่อ 100 กรัม หรือต่อลิตร) บนชั้นวางสินค้า ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวที่จะช่วยทำลายภาพลวงตาของ Shrinkflation ลงได้ #siamstr